posttoday
‘โมโต’ขอโอกาสอีกครั้ง หวังกลับเป็นเบอร์3ไฮเอนด์

‘โมโต’ขอโอกาสอีกครั้ง หวังกลับเป็นเบอร์3ไฮเอนด์

14 ตุลาคม 2559

หลังจากเลอโนโวซื้อกิจการสมาร์ทโฟนจากโมโตในปี 2557 และได้วางเป้าหมายให้โมโตเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์นั้น

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังจากเลอโนโวซื้อกิจการสมาร์ทโฟนจากโมโตในปี 2557 และได้วางเป้าหมายให้โมโตเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์นั้น ทางบริษัทก็เร่งผลักดันเต็มที่ หวังว่าจะสามารถดันให้โมโตขึ้นเป็นเบอร์ 3 ในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมภายในปี 2560 นี้

ทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน เลอโนโว กล่าวว่า หลังกลับมาทำตลาดอีกครั้งตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีผลตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ยอดจองเครื่องโมโตซีในงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปที่ผ่านมาทำได้เกินเป้าที่วางไว้ และหลังวางขายจริงในวันที่ 25 ต.ค.นี้ เชื่อว่าลูกค้าจะให้ความสนใจไม่แพ้กัน

“ลูกค้าที่จองเครื่องล่วงหน้า จะได้รับของในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ก่อนหน้านี้บริษัทประเมินยอดจองไว้เพียง 500 เครื่อง แต่เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว”

ทางด้านสำนักงานใหญ่ของเลอโนโวมองว่า ตลาดสมาร์ทโฟนของไทยในกลุ่มระดับกลางถึงพรีเมียม ยังคงมีการเติบโตในทิศทางที่ดี นอกจากสองแบรนด์ใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดแล้ว การช่วงชิงอันดับ 3 ของทุกค่ายยังไม่นิ่ง ดังนั้น ทุกแบรนด์มีโอกาส

“เราตั้งเป้าว่าจะทำได้อย่างน้อย 10% ในปี 2560 จากภาพรวมสมาร์ทโฟนในระดับราคา 1.5 หมื่นบาทขึ้นไปทุกแบรนด์รวมกันที่มีไม่น้อยกว่า 2.5 แสนเครื่อง/ปี”

ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีการเติบโตมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปี 2556 ที่ทำได้ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้เพิ่มขึ้น 22% หรือ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 และไอดีซีได้คาดการณ์ว่าในปี 2561 จะแตะ 36% หรือ 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสมาร์ทโฟนในไทยจะมีการขายประมาณ 23 ล้านเครื่อง ตั้งแต่ปีนี้ถึง 2561 และเครื่องที่ราคามากกว่า 1.5 หมื่นบาท จะมีจำนวนกว่า 2.5 ล้านเครื่อง/ปี

“สมาร์ทโฟนที่ราคาเกิน 1.5 หมื่นบาท ยังมีอยู่ไม่กี่แบรนด์ หากทำตลาดได้ต่อเนื่องเชื่อว่าปีหน้าโมโตจะกลับมาครองตลาดได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ทิ้งสมาร์ทโฟนในแบรนด์เลอโนโว แต่จะเป็นการจับตลาดระดับล่างถึงกลาง คือตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไปจนถึง ไม่เกิน 9,000 บาท เพราะกลุ่มราคาระดับนี้ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70% บริษัทจึงใช้ทั้งสองแบรนด์ในการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนร่วมกัน

“เราทำตลาดทั้งสองแบรนด์ต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าทั้งสองกลุ่ม โดยกลุ่มมิดเทียร์จะต้องการเครื่องสำหรับสเปกแรงเล่นเกม ส่วนกลุ่มพรีเมียมจะเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความเป็นคนรุ่นใหม่”

อย่างไรก็ตาม ในการนำเครื่องเข้ามาเติมเต็มตลาดนั้น แต่ละปีไม่ได้มีจำนวนรุ่นเยอะมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 8 เดือน/รุ่น แต่ปีนี้มีการเปิดตัวรวมแล้วไม่เกิน 4 รุ่น ส่วนในปีหน้าต้องดูความต้องการของตลาดอีกครั้งว่าจะนำเข้ามากี่รุ่น

สำหรับการทำตลาดในไทยนั้น บริษัทมีช่องทางการขายที่เกือบครบทุกด้านแล้ว เฉพาะหน้าร้านของโอเปอเรเตอร์ทั้งสามค่ายและหน้าร้านค้าปลีกไอทีก็มีสัดส่วนกว่า 70% ที่มีสินค้าวางขาย ที่เหลืออีก 30% นั้น จะเป็นการขายผ่านดิสเคาต์สโตร์

บริษัทจะลงทุนในส่วนของการเพิ่มจุดประชาสัมพันธ์สินค้ามากขึ้นเป็นสองเท่า โดยจะมีจุดดิสเพลย์อีกกว่า 400 จุด เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้ารุ่นใหม่ของโมโตมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มจุดให้บริการอีก 12 แห่งทั่วประเทศ และจุดดร็อปพ้อยท์ที่ทรู แอดไวซ์ เจมาร์ทและทีจีโฟนอีกกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การเปิดตัวสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่น คือ Moto Z สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่เบาบางที่สุดในโลก ราคา 23,900 บาท และ Moto Z Play สุดยอดสมาร์ทโฟนที่เป็นมากกว่าแรงบันดาลใจ ราคาเริ่มต้นที่ 15,900 บาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเจนวายที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี เป็นคนที่มีความภูมิใจในตนเองและต้องการพรีเซนต์ความเป็นตัวตน อยากประสบความสำเร็จเป็นหลัก

“สินค้าที่เข้ามาวางขายแต่ละรุ่นมีไม่เยอะมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 4,000-5,000 เครื่องเท่านั้น ซึ่งบริษัทได้ขอเพิ่มจำนวนเครื่องไปแล้ว เพราะไทยเป็นประเทศเดียวที่มีความต้องการเครื่องทั้งสองรุ่นนี้สูงกว่าประเทศอื่นๆ”

ต้องคอยติดตามว่าการกลับมาทำตลาดอีกครั้งของโมโต จะสามารถครองเบอร์ 3 ได้อย่างที่หวังหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค