
เร่งพร่องน้ำลงทะเล
กรมชลประทานเร่งพร่องน้ำลงทะเลวันละ 200 ล้าน ลบ.ม. เตือนทุกจังหวัดลุ่มเจ้าพระยารับมือฝนชุก 14-16 ต.ค.นี้
กรมชลประทานเร่งพร่องน้ำลงทะเลวันละ 200 ล้าน ลบ.ม. เตือนทุกจังหวัดลุ่มเจ้าพระยารับมือฝนชุก 14-16 ต.ค.นี้
นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุ “ซงด่า” เคลื่อนไปทางเหนือของจีน ไม่ส่งผลต่อไทย โดยปลายเดือน ต.ค. สถานการณ์น้ำจะคลี่คลายเข้าสู่ปกติสิ้นสุดฤดูฝนวันที่ 31 ต.ค. ทำให้เห็นว่ายังไม่เข้าภาวะลานินญา เพียงแต่ปีนี้มีฝนตกเกินค่าเฉลี่ย 3% เท่านั้น จึงไม่ต้องกังวลจะเกิดน้ำท่วมหนักปลายปี อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังภาคใต้ เนื่องจากร่องฝนจะเริ่มไปสู่ภาคใต้ในช่วงเดือน พ.ย. จึงต้องติดตามสถานการณ์ว่าพายุจะเข้าอีกหรือไม่
ทั้งนี้ ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเริ่มเข้ามาไทย ทำให้ร่องมรสุมอยู่ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก โดยหย่อมความกดอากาศต่ำไปอยู่ประเทศกัมพูชา และเวียดนามตอนล่าง ลักษณะนี้ทำให้ภาคอีสานมีฝนน้อยลง มีฝนตกในพื้นที่ 20% ภาคเหนือมีฝน 40% ภาคกลาง 40% ภาคตะวันออกมีฝนมาก 60% ส่วนภาคใต้ 40-60%
นอกจากนี้ ทุกจังหวัดลุ่มเจ้าพระยาต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนชุก ช่วงระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค. ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าภาคกลางตอนล่างจะมีฝน 40% และปริมาณฝนเฉลี่ยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลค่อนข้างมาก 80%
“กรมชลประทานได้พร่องลำน้ำไว้เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง โดยขณะนี้ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาโดยตรงออกสู่อ่าวไทยประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน ซึ่งจะปรับให้สอดคล้องกับปริมาณฝนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกรมชลประทานจะรักษาระดับการระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,297 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดระดับน้ำหน้าเขื่อนลง จากเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ระดับ 16.6 เมตรระดับทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ในวันนี้ลงมาที่ 16.52 ม.รทก. เนื่องจากมีปริมาณน้ำหลากมาเพิ่มทำให้ลดลงได้น้อย โดยจะปรับไปจนกว่าลดลงเหลือ 15.5 ม.รทก. ถ้าฝนไม่มากจะปรับลดการระบายลงทันที เพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมริมสองแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย คลองโผงเผง คลองบางบาล” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,366 ลบ.ม./วินาที สูงจากวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 2,172 ลบ.ม./วินาที แต่ไม่มีผลกระทบกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะความสามารถรับน้ำได้ถึง 3,500 ลบ.ม./วินาที
นายณรงค์ ย้ำว่า ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องตัดยอดน้ำเข้าทุ่งผักไห่ ทุ่งบางบาล ทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเก็บเกี่ยวข้าวกลางเดือนนี้ หากประชาชนอยากได้น้ำให้ดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกัน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปตกลงกันว่าเป็นความต้องการของประชาชนและเกษตรกร ที่ต้องการน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง ส่วนทุ่งป่าโมก จ.อ่างทองเก็บเกี่ยวแล้ว ทางฝ่ายพื้นที่ได้สรุปร่วมกับชาวบ้านว่าต้องการน้ำ จึงได้ปล่อยน้ำเข้าแล้วเฉลี่ยระดับ 1 เมตร ประมาณ 56 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับการบริหารน้ำในฤดูแล้งปีนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะประชุมอย่างรอบคอบ วางแผนจัดสรรน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศและเกษตร ซึ่งมีหลายพื้นที่ต้องขยับให้ปลูกข้าวเร็วขึ้นเพื่อรับสถานการณ์น้ำนอง เดือน ส.ค.หรือต้นเดือน ก.ย. เตรียมพื้นที่ไว้รับน้ำหลาก เช่น ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ทุ่งเจ้าเจ็ด ผักไห่ บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ต้องให้ปลูกต้นเดือน พ.ค. ซึ่งจะจัดสรรน้ำไว้ให้พื้นที่เหล่านี้ได้ปลูกข้าวก่อนด้วย







