posttoday
KTAMเปิด2ทางเลือกลงทุนทอง–ตราสารหนี้นอก

KTAMเปิด2ทางเลือกลงทุนทอง–ตราสารหนี้นอก

24 สิงหาคม 2553

บลจ.กรุงไทย เปิดขาย 2 กองทุนใหม่ ลงทุนทองคำ มอง 1-2 ปี ราคา 1,350 - 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  ส่วนอีกกองทุนลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ คาดผลตอบแทน 3.10%

บลจ.กรุงไทย เปิดขาย 2 กองทุนใหม่ ลงทุนทองคำ มอง 1-2 ปี ราคา 1,350 - 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  ส่วนอีกกองทุนลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ คาดผลตอบแทน 3.10%

นายสมชัย  บุญนำศิริ  กรรมการผู้จัดการ  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย หรือ KTAM  เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มทางเลือกสำหรับการลงทุนให้กับนักลงทุน ในสัปดาห์นี้ จึงเปิดจำหน่าย 2 กองทุน ได้แก่  กองทุนเปิดเคแทม  โกลด์  ฟันด์  (KTAM Gold   Fund  : KT-GOLD)  จำหน่ายช่วง  IPO ระหว่างวันที่  24  ส.ค.- 7 ก.ย.2553 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ในราคา 10 บาทต่อหน่วย มูลค่าขั้นต่ำในการสั่งซื้อ 2,000  บาท

กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR  ® Gold   Trust  (กองทุนรวมหลัก)  เพียงกองทุนเดียว   โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน  โดยกองทุนรวมหลักจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และบริหารจัดการโดย   World Gold    Trust    Services, LLC  กองทุนรวมหลักมีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในทองคำแท่ง  เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำ

นอกจากนี้  กองทุนดังกล่าว ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  นิวยอร์ก  ญี่ปุ่น   ฮ่องกงและสิงคโปร์    ซึ่งบริษัทจัดการจะทำการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์  ประเทศสิงคโปร์และใช้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีลักษณะคล้ายเงินฝากหรือตราสารหนี้ทั่วไปหรือเงินฝากในสถาบันการเงินตามกฎหมายไทยที่มีอายุตราสารหรือสัญญาหรือระยะเวลาการฝากเงิน  แล้วแต่กรณีต่ำกว่า 1 ปี  เพื่อสำรองเงินไว้สำหรับดำเนินงานของกองทุนรอการลงทุนในต่างประเทศหรือรักษาสภาพคล่องของกองทุนตามที่คณะกรรมการก.ล.ต.กำหนดกองทุนจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ 

นายสมชัย  กล่าวต่อไปว่า ทองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดประเภทหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากราคาทองปรับตัวขึ้นมาก  จากประมาณ 400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปี 2547 มาอยู่ที่ประมาณ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปัจจุบัน (7,500 บาท/ทอง 1 บาท มาเป็น 18,500 บาท/ ทอง 1 บาท) ซึ่งผู้ซื้อทอง หรือผู้ลงทุนในทองในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้กำไรถึง 200% ซึ่งเป็นระดับกำไรที่สูงมาก เมื่อลองเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนประมาณ 40% 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นมากแล้ว  ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับราคาทองในอนาคต  ราคาทองมักถูกผลักดันจากปัจจัยพื้นฐานหลายปัจจัย ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลล่า ราคาสินค้าโภคพัณฑ์โดยรวม อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ความต้องการลงทุนของนักลงทุน และความต้องการลงทุนเพื่อเป็นเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง

ปัจจัยทางด้านภาวะเศรษฐกิจ โดยปรกติแล้วราคาทองจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ หรือความเสี่ยงของประเทศ ทองปรับตัวขึ้นจาก650 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  เป็น 950เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  ในปี 2550 จากความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะที่ราคาทองปรับขึ้นจาก 1,090 เป็น 1,230 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  ในช่วงต้นปี 2553 จากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ภาครัฐในยุโรป  คาดการณ์ว่า ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองปรับตัวขึ้นได้อีกในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และปี 2554

ปัจจัยทางด้านทางค่าเงิน ราคาทองมักจะปรับตัวผกผันกับค่าเงินดอลล่า ซึ่งเราคาดการณ์ว่าค่าเงินดอลล่ามีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วงปี 2554-2555

ปัจจัยทางด้านดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับ 0-0.25% จนถึงปี 2554 ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ ดังกล่าวส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ โดยปกติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวราคาทองจะปรับตัวขึ้นประมาณ 20-40% ต่อปี

ปัจจัยจากความต้องการลงทุนในทองมีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความต้องการลงทุนในทองเป็นหนึ่งปัจจัยหลัก  ที่ส่งผลให้ราคาทองปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ ความต้องการซื้อทองจากธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้ราคาทองปรับสูงขึ้นมาก โดยในปัจจุบันทองยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากในเงินทุนสำรองของธนาคารทั่วโลก ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากค่าเงินดอลล่ามีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆต้องกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นๆรวมถึงทองคำ  จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ถึง 1,350 - 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ใน 12-24 เดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดจำหน่าย กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 16 ( KTFF16 ) อายุโครงการ 2 ปี 3 เดือน  มูลค่า   900 ล้านบาท   ระหว่างวันที่  25-31  ส.ค.2553    โดยกองทุนจะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ  ในสัดส่วนสถาบันละ 25%   ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน  ประกอบไปด้วย พันธบัตรของธนาคาร First Gulf Bank   เป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ใน UAE , ลงทุนใน  TAQA Abu Dhabi National Energy เป็นบริษัทพลังงานในรัฐอาบู ดาบีโดยมีรัฐบาล อาบูดาบี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่านหน่วยงานภาครัฐ , ลงทุนใน VTB   Capital  SA  เป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซียโดยมีผู้ถือหุ้นเป็นรัฐบาลรัสเซียและลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 3.10% ต่อปี
 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน