
สศช.ดันรัฐเร่งลงทุน
ห่วงจีดีพีพลาดเป้าย้ำรัฐโหมลงทุนกระตุ้นกำลังซื้อ
ห่วงจีดีพีพลาดเป้าย้ำรัฐโหมลงทุนกระตุ้นกำลังซื้อ
สศช.หวั่นจีดีพีต้นแผน 12 ไม่ถึงเป้า 5% เหตุเศรษฐกิจโลกยังกดดันหนัก แนะรัฐบาลเร่งลงทุนเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ได้เริ่มมีผลดำเนินการแล้วในวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตามแผนมีหลายประเด็นเร่งด่วนที่จะได้รับการสานต่อจากแผนพัฒนาฉบับที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่เป้าหมายตามแผนจะต้องมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% นั้นถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ซึ่งในช่วงปีแรกของแผนที่จะยังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังซบเซา ทำให้เป็นไปได้ที่การเติบโตจะยังไม่ถึงเป้าหมายของแผนพัฒนา
ทั้งนี้ เศรษฐกิจภายนอกยังซบเซา ทำให้รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการตามแนวทางที่แผน 12 วางไว้ โดยเฉพาะด้านการลงทุนและแนวนโยบายต่างๆ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่เร่งสร้างเศรษฐกิจในประเทศเพื่อชดเชยการส่งออกที่ลดลง
นายปรเมธี กล่าวว่า ตามแผนการลงทุนในโครงการพื้นฐานของประเทศไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า (2560-2564) มีการลงทุนที่สอดคล้องแนวทางการพัฒนาภายใต้แผน 12 รวม 40 แผนงาน วงเงินลงทุน 3.099 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในช่วงแผน 12 ประมาณ 2.77 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 4.54 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านคมนาคม 1.49 ล้านล้านบาท หรือ 65.69% รองลงมาคือพลังงาน 6.3 แสนล้านบาท หรือ 28.51% และการลงทุนในระบบน้ำประปา 8.47 หมื่นล้านบาท หรือ 3.73%
ด้านทางรัฐบาลจะต้องเร่งการลงทุนหลายด้านไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ ทั้งระบบราง การบิน ทางน้ำ ด้านดิจิทัล ดาวเทียม การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ยุค 4.0 การเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การพัฒนาเมืองที่มีแบบแผนให้ชัดเจนขึ้น การสร้างสตาร์ทอัพ ด้านสังคมกระทรวงศึกษาได้วางกรอบการปฏิรูปไว้ต้องดำเนินการให้ได้ตามแผน การเตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ วางแนวทางให้ประชาชนมีการออมมากขึ้น และที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลชุดนี้จะเหลือเวลาอีก 1 ปี แต่เชื่อว่าแผน 12 จะได้รับการผลักดันให้ถึงเป้าหมายในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการลงทุนเพราะแผนฉบับนี้ถือว่ามีความพร้อมที่สุด เมื่อเทียบกับหลายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ผ่านๆ มา โดยโครงการลงทุนต่างๆ มีความเชื่อมต่อจากแผน 11 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามามีแผนปฏิบัติการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ20 ปี จากเดิมที่เป็นเพียงแผนแม่บทและรัฐบาลมีความสนใจที่จะดำเนินนโยบายไปตามแผน 12 เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่มองไปที่นโยบายสำคัญที่จะเป็นรากฐานของประเทศ
“นานมาแล้วที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากนักและไม่ได้มีแผนรองรับเชื่อมโยงไว้เหมือนแผน 12 ครั้งนี้ ส่วนราชการก็ตื่นตัว เพราะนายกรัฐมนตรีย้ำในเกือบทุกครั้งกับส่วนราชการว่าจะต้องทำแผนกระทรวงระยะ 20 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผน 12 ทำให้แม้หลังจากนี้จะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแต่ทุกหน่วยงานก็จะมีแผนระยะยาวที่ต้องเดินตามแล้ว”นายปรเมธี กล่าว







