
ธุรกิจสตาร์ทอัพฮอต มีงบรอหนุน8.5พันล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ช่วงปี 2559-2560 จะมีงบสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพโดยรวมประมาณ 8,500 ล้านบาท
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในช่วงปี 2559-2560 จะมีงบสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพโดยรวมประมาณ 8,500 ล้านบาท ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น กองทุนส่วนบุคคล กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อย่างธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร หรือสถาบันการเงิน เป็นต้น โดยอยู่ในรูปแบบการให้สินเชื่อหรือการร่วมลงทุน
ทั้งนี้ ปัจจุบันธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพในไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนธุรกิจ และรูปแบบการทำธุรกิจที่ขยายไปยังธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น จากแต่เดิมที่มีแต่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) เป็นส่วนใหญ่ โดยผลสำรวจพบว่าธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพไทยที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรก คือ 1.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค (ไลฟ์สไตล์) อาทิ การท่องเที่ยว การค้นหางาน การให้บริการจองร้านอาหาร หรือที่จอดรถ เป็นต้น ซึ่งจะขยายตัวไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมใช้ชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์มากขึ้น
2.ธุรกิจให้บริการทางด้านธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ (ฟินเทค) เช่น การชำระเงิน การกู้ยืมเงิน การระดมทุน เป็นต้น โดยกลุ่มฟินเทคถือว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะธุรกรรมทางการเงินสอดแทรกอยู่ในกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการตามโลกออนไลน์นำมาซึ่งโมเดลทางด้านธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น อาทิ การฝากเงินในโมบายแอพพลิเคชั่น และหากนำเงินที่ฝากไว้ไปชำระค่าสินค้าและบริการตามเว็บไซต์ที่ร่วมรายการ ก็จะได้รับคะแนนสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกเป็นส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าและบริการในครั้งถัดไป เป็นต้น
และ 3.ธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการบริหารจัดการองค์กรทางออนไลน์ (เอนเตอร์ไพรส์) เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ ระบบเสนอราคาซื้อขายสินค้า หรือระบบสำหรับการบริหารจัดการคลังสินค้าหรือร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต สอดคล้องกับการเติบโตของภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ดำเนินอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก
โดยธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพที่ได้รับความนิยมทั้งสามกลุ่ม มีสัดส่วนราว 32.0% 22.7% และ 16.0% ของจำนวนธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพไทยทั้งหมด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า โมเดลธุรกิจทั้งสามกลุ่มดังกล่าว น่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานมากที่สุดในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณการสนับสนุนที่มีอย่างจำกัด ประกอบกับความต้องการจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพ อาจทำให้หลายๆ ภาคส่วนมีเงื่อนไขสำหรับการพิจารณาการร่วมทุนหรือการให้สินเชื่อที่เข้มข้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโมเดลการประกอบธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพนั้นๆ อาทิ สถาบันการเงินอาจให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนในกลุ่มธุรกิจให้บริการทางด้านธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ (FinTech) มากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่น เนื่องจากต้องการคงส่วนแบ่งทางการตลาดท่ามกลางการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล ขณะที่กลุ่มโทรคมนาคมและการสื่อสารซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม อาจให้ความสนใจร่วมทุนกับธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพในกลุ่มอื่นๆ ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากต้องการขยายขอบข่ายธุรกิจของตนไปสู่ธุรกิจด้านอื่น เพื่อสร้างรายได้ที่มากขึ้นนอกเหนือจากรายได้ในธุรกิจเดิม
ส่วนในกรณีการร่วมทุนของกองทุนส่วนบุคคล หรือการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพต่างๆ อาจมีการพิจารณาเงื่อนไขที่เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านแผนการดำเนินธุรกิจเพื่อนำมาซึ่งรายได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพที่สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ได้ด้วยตัวเองเป็นระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงสามารถสร้างรายได้มาแล้วในระดับหนึ่ง อาจได้รับการพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก เป็นต้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ทอัพไทยที่เกิดขึ้นจริงอาจมีแนวโน้มน้อยกว่างบประมาณที่แต่ละภาคส่วนตั้งไว้







