posttoday
เลือกซื้อหุ้นจากผลดำเนินงาน

เลือกซื้อหุ้นจากผลดำเนินงาน

24 สิงหาคม 2553

....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ผมอยากจะมาสรุปภาพรวมของการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2553 รวมถึงแนะนำหุ้นที่ยังคงมีราคาน่าสนใจ หลังจากมีการประกาศผลการดำเนินงานแล้ว ในขณะที่ภาพรวมตลาดนั้นคาดว่าแรงหนุนจากเงินทุนจากต่างประเทศยังคงมีโอกาสส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมากกว่า 900 จุดได้ แต่คงไม่น่าจะถึง 1,000 จุดได้ภายในปี 2553

ประเด็นสำคัญของผลการดำเนินงาน

nกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในงวดไตรมาส 2/2553 เพิ่มขึ้น 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้กำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกปี 2553 มีกำไรสุทธิ 291,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.9%

nกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2553 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 1/2553 ได้แก่ เกษตร อาหาร ธนาคาร ประกัน สื่อและบันเทิง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

nกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ได้แก่ กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน และท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศเป็นหลัก

หลังจากเสร็จสิ้นการประกาศผลการดำเนินงานแล้ว Bloomberg Consensus ได้คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 25532554 อยู่ที่ระดับ 69 และ 81 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 17% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

ดังนั้น หากนำระดับดัชนีปัจจุบันบริเวณ 900 จุด มาคำนวณค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) ของตลาดในปี 2553 และ 2554 จะได้เท่ากับ 13 เท่า และ 11 เท่า ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเริ่มแพงสำหรับปี 2553 แต่ยังคงไม่แพงสำหรับปี 2554 ดังนั้นผมจึงคิดว่าดัชนี 1,000 จุด น่าจะเกิดขึ้นในปี 2554 มากกว่าครับ

บริษัทที่มีกำไรมาก/น้อยกว่าที่คาด

ในการประกาศผลการดำเนินงานทุกครั้ง สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ คือ บริษัทที่มีกำไรสุทธิมากหรือน้อยกว่าที่ Consensus คาดการณ์ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นในระยะสั้นและระยะยาวทั้งในแง่บวกและลบ เนื่องจาก Consensus จะมีการทบทวนผลการดำเนินงาน โดยจะมีทั้งปรับประมาณการเพิ่มขึ้นและลดลง โดยในการประกาศผลการดำเนินงานครั้งนี้พบว่าหุ้นที่มีกำไรสุทธิมากกว่าที่ Consensus มากกว่า 15% ได้แก่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท โกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท อินโดรามาเวนเจอร์ส (IVL) และบริษัท ปริญสิริ (PRIN)

สำหรับบริษัทที่มีกำไรสุทธิต่ำกว่าคาดการณ์มากกว่า 15% ได้แก่ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ)

หุ้นที่ถูกปรับประมาณการขึ้น

บทความในสัปดาห์นี้ผมจะขอเน้นในเรื่องซื้อหุ้นมากกว่าการขายหุ้น ดังนั้นจึงเจาะประเด็นในส่วนของหุ้นที่ถูกปรับประมาณการ หรือกำลังอยู่ระหว่างการปรับประมาณการขึ้นเป็นหลัก เนื่องจากประเมินว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตาม โดยหุ้นที่เข้าข่ายดังกล่าว ได้แก่ BLA บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) PRIN และบริษัท การบินไทย (THAI)

ซื้อหุ้นที่ราคายังไม่สะท้อน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในช่วงการประกาศผลประกอบการนั้น คือ การเลือกซื้อหุ้นที่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นน้อย หรือยังไม่สะท้อนการปรับประมาณการเพิ่มขึ้นใหม่ หรือพูดง่ายๆ ว่าราคาหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานผิดปกติ ซึ่งหุ้นที่เข้าข่ายดังกล่าวได้แก่ BLA, HMPRO, DTAC, AIT, AP, CPALL, MAJOR, PRIN และ THAI

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน