
วางเกณฑ์ชัดเจนบุคคลต้องห้ามในตลาดทุน
คณะกรรมการกำกับตลาดทุน มีมติเห็นชอบการแก้ไขและกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องสำคัญ อาทิ 1.แก้ไขหลักเกณฑ์คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน 2.กำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของผู้รับประกันรายได้ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3.แก้ไขหลักเกณฑ์ให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้านำเงินของลูกค้าที่ฝากไว้ไปลงทุนได้เพิ่มเติม
สำหรับการแก้ไขลักษณะต้องห้ามของบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามที่ใช้กับกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน และในบางจุดเข้มงวดกว่าเนื่องจากบุคลากรในตลาดทุน ได้แก่ กรรมการ ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน ทั้งในธุรกิจหลักทรัพย์และในธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ลงทุนโดยตรง และอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ลงทุนด้วย
“
หลักเกณฑ์ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีลักษณะต้องห้ามที่ชัดเจนแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจหรือพิจารณาเพิ่มเติม เช่น เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ 2.กลุ่มที่มีประวัติการถูกดำเนินการ หรือถูกลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น กรณีถูกหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นลงโทษ ซึ่ง ก.ล.ต. จะไม่พิจารณาข้อเท็จจริงซ้ำ แต่จะพิจารณาเฉพาะว่าการกระทำดังกล่าวมีลักษณะตามที่กำหนดหรือไม่ และ 3.กลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง ซึ่ง ก.ล.ต. จะพิจารณาเป็นรายกรณี และเปิดโอกาสให้บุคคลดังกล่าวชี้แจง รวมทั้งให้มีคณะกรรมการที่มาจากบุคคลภายนอกเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อ ก.ล.ต. เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลการใช้ดุลยพินิจ”ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะปฏิเสธบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการขอรับความเห็นชอบ หรือกรณีที่ปรากฏลักษณะต้องห้ามภายหลังจากบุคคลได้รับความเห็นชอบแล้ว ก.ล.ต. จะตำหนิโดยเปิดเผย สั่งพัก หรือเพิกถอน หรือห้ามปฏิบัติหน้าที่ แล้วแต่กรณี
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. และประธานคณะกรรมการกำกับตลาดทุน กล่าวว่า ก.ล.ต. ต้องการให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบงานทุกอย่างในตลาดทุน จึงต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจของภาคเอกชนและเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุน โดยความคุ้มครองผู้ลงทุนจะต้องยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐานสากล







