posttoday
ทหารไทยห่วงจีดีพี โตแค่ลงทุนรัฐ-ท่องเที่ยว

ทหารไทยห่วงจีดีพี โตแค่ลงทุนรัฐ-ท่องเที่ยว

04 ตุลาคม 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์

ธนาคารทหารไทยปรับเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้เป็น 3.3% ชี้เป็นอัตราการขยายตัวที่ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ก็ไม่น่าพอใจ เพราะเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว

นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของจีดีพีปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.8% ส่วนคาดการณ์จีดีพีปี 2560 เติบโตต่อเนื่องเป็น 3.5% โดยจีดีพีที่เติบโตระดับ 3.3-3.5% ในช่วง 1-2 ปีนี้ แม้จะดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ไม่ได้เป็นที่น่าพอใจ เพราะเป็นการเติบโตที่กระจุกตัว มาจากการลงทุนภาครัฐที่มีสัดส่วน 6% ของ
จีดีพี และท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วน 18% ของจีดีพี รวมกันแล้วเพียง 24% เท่านั้น โดยต้องผลักดันการเติบโตแต่ละตัวให้มากกว่า 10% จึงจะทำให้เฉลี่ยแล้วจีดีพีขยายตัวได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนที่มีสัดส่วน 52% ของจีดีพี กลับมีแนวโน้มโตต่ำ เช่นเดียวกับภาคการส่งออกและนำเข้าที่ยังชะลอตัวจากภาคการค้าโลกที่ลดลง ทำให้การลงทุนภาคเอกชนไม่กระเตื้อง เพราะมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่

“เราเติบโตได้จาก 2 ตัว คือ ลงทุนภาครัฐและท่องเที่ยว แปลว่าฐานไม่กว้าง การลงทุนภาครัฐก็กระจุกแค่ภาคก่อสร้าง ส่วนท่องเที่ยวกระจุกที่ธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อจิตวิทยา จึงเป็นการเติบโตที่เปราะบาง ต้องมีแรงขับเคลื่อนการบริโภคเอกชนบางอย่างเพื่อให้เม็ดเงินกิจกรรมเศรษฐกิจกระจายมากขึ้น” นริศ กล่าว

สำหรับการปรับจีดีพีปีนี้เป็น 3.3% มาจากแรงสนับสนุนของภาคการบริโภคในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดเล็กมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท การส่งออกปีนี้น่าจะหดตัวน้อยลงเหลือ ลบ 1.8% ส่วนการท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง

ส่วนปี 2560 ที่คาดว่าโต 3.5% มาจากสมมติฐานสำคัญ คือ การลงทุนภาคเอกชนต้องเติบโตในระดับ 2% ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปี ซึ่งตามศักยภาพของประเทศและเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชนควรจะมีอัตราการเติบโตมากกว่าการเติบโตของจีดีพี ขณะที่เครื่องยนต์หลักปีหน้ายังคงมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท รวมทั้งท่องเที่ยวเติบโตได้ดี ส่วนภาคอื่นเริ่มฟื้นตัว เช่น การส่งออกจะพลิกโตบวก 2.3% การบริโภคเอกชนเพิ่มเล็กน้อยเป็น 2.8%

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.5% โดยขับเคลื่อนจาก 2 ประเทศหลัก คือ เศรษฐกิจจีน ที่คาดว่าปีหน้าจะเติบโตได้ 6.3% ชะลอจาก 6.5% ในปีนี้ และเศรษฐกิจสหรัฐที่ปีนี้คาดว่าจะโต 1.5% และปีหน้าสหรัฐจะฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นมาโตได้ 2% ส่วน 2 ประเทศที่ยังต้องติดตาม คือ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ยังเติบโตได้ไม่มากจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเมินว่าปีหน้าเศรษฐกิจยุโรปจะโต 1.5% และญี่ปุ่นโต 1%

ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ได้แก่ การเลือกตั้งสหรัฐที่กระทบเศรษฐกิจไทย 3 ส่วน คือ การใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อหรือไม่ ด้านการค้าเสรีที่ยังไม่แน่นอน และด้านการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ที่คาดว่าจะขึ้น 0.25% ในปีนี้ และขึ้นอีก 0.50% ในปีหน้า ขณะที่ประเทศอื่นยังคงใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ส่วนเบร็กซิตยังคงรุมเร้าทวีปยุโรป

สำหรับจีนมีแนวโน้มโตได้อีกมาก เห็นจากค้าปลีกเติบโตดีในระดับ 10% แต่การปฏิรูปที่เน้นภาคบริการมากขึ้น ทำให้การลงทุนของจีนลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความร้อนแรงเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงต่อเนื่องจากปี 2559

ด้านค่าเงิน หาก ฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เศรษฐกิจสหรัฐจะไปได้ ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิดขึ้นเร็ว เงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นจาก 34.80 บาท/เหรียญสหรัฐ สิ้นปีนี้ เป็น 34 บาท/เหรียญสหรัฐในสิ้นปีหน้า แต่หาก โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี จะตรงกันข้าม ตลาดมีความเสี่ยงมากขึ้น มีการกู้เงินมากกว่าเดิม และเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับเพิ่มจากการกระตุ้นการบริโภค ทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าไปที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปลายไตรมาส 2 และต้นไตรมาส 3 ปีนี้ สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนโดยรวมชะลอลง โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ขณะที่ดัชนีที่เกี่ยวกับผู้บริโภค เช่น การเติบโตของค่าจ้างและหนี้ครัวเรือนยังสะท้อนว่าผู้บริโภคน่าจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในระยะกลาง ธนาคารจึงคงคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2559 และ 2560 ไว้ที่ 2.8% โดยมาตรการทางการคลังเพียงพอจะรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับปานกลางได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน