posttoday
ความเสี่ยงต่างประเทศทำทุนไหลเข้าชะลอ

ความเสี่ยงต่างประเทศทำทุนไหลเข้าชะลอ

04 ตุลาคม 2559

โดย...จิตรา อมรธรรม

โดย...จิตรา อมรธรรม

เหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อทุนไหลเข้าและราคาสินทรัพย์เสี่ยงมากที่สุดในเดือนนี้น่าจะเป็นการดีเบต อีก 2 รอบระหว่างฮิลลารี คลินตัน (พรรคเดโมแครต) และโดนัลด์ ทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) ในวันที่ 9 และ 19 ต.ค. การดีเบตครั้งแรกผ่านไปด้วยคะแนนความนิยมของฮิลลารีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้น สวนทางกับราคาทองคำและอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับลง ด้าน Vix Index หรือดัชนีความกลัวปรับลงเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเป็นมิตรกับฮิลลารีมากกว่า แต่ถึงคะแนนนิยมของฮิลลารีจะดีขึ้นก็ยังประมาทไม่ได้ เหมือนกรณีประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ที่สุดท้ายก็ทำให้ตลาดประหลาดใจ จึงมีแนวโน้มว่าเงินลงทุนจะรอจนกว่าจะเห็นความชัดเจน

ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายของฮิลลารีและทรัมป์ต่างกันมากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คำนวณว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และไม่เป็นมิตรต่อความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอเชียนั้นค่อนไปทางลบโดยเฉพาะกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เพราะทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์หนักข้อตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศเหล่านี้ รวมถึงประเด็นแรงงานจากฟิลิปปินส์ที่เข้าไปแย่งตำแหน่งงานในสหรัฐ

ภาคการเงินยุโรปรบกวนตลาด

สำหรับความวิตกต่อภาคสถาบันการเงินในยุโรปที่กลับเข้ามาอยู่ในกระแสอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ก.ย. เริ่มจากดอยช์แบงก์ ถูกกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐเรียกร้องให้จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อยุติการสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับการขาย MBS ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีข่าวว่าดอยช์แบงก์จะขายกิจการในเครือ เพื่อเสริมสภาพคล่องตัวเอง และรัฐบาลเยอรมันที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธความช่วยเหลือ ก็เริ่มเตรียมแผนให้ความช่วยเหลือร่วมกับสถาบันการเงินอื่นๆ ก็ตาม แต่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อภาคสถาบันการเงินในยุโรปจะยังเป็นประเด็นต่อเนื่องในเดือนนี้ แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักประเด็นนี้มาก เพราะยุโรปไม่ได้เป็นที่หมายของเงินทุน แค่รบกวนการลงทุน ไม่ถึงกับจะนำไปสู่วิกฤต

น้ำมันไม่ป่วนหุ้นพลังงานและปิโตรเคมี

ผลการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปกเมื่อวันที่ 26-28 ก.ย. 2559 ที่สามารถตกลงลดการผลิตน้ำมันไปที่ 32.5-33.0 ล้านบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันที่ผลิต 33.24 ล้านบาร์เรล/วัน เชื่อว่าเป็นเพียงการพยุงราคาน้ำมันด้วยวาจา เพื่อรอเวลาให้ความต้องการและการผลิตของน้ำมันดิบเข้าสู่จุดสมดุล (ปัจจุบันน้ำมันล้นตลาดเพียง 1 ล้านบาร์เรล/วัน) ในระหว่างนี้จนกว่าจะถึงการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พ.ย. 2559 น่าจะมีข่าวเป็นระยะถึงการเจรจากำหนดโควตาเป็นรายประเทศ แม้จะทำให้ราคาน้ำมันผันผวนแต่ก็เชื่อว่าจะยังอยู่ในระดับสูงจนกว่าจะมีความชัดเจนจากการประชุมสิ้นเดือนหน้า หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีน่าจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดังกล่าว

หุ้นน่าสนใจไตรมาส 3

ในเดือน ต.ค.จะเริ่มฤดูกาลคาดการณ์และการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารก่อนเป็นกลุ่มแรกประมาณสัปดาห์ที่ 3 ตามด้วยกลุ่มน้ำมันในช่วงสิ้นเดือน แม้ว่าไตรมาส 3 จะไม่ใช่ฤดูกาลของหลายธุรกิจ
โดยเฉพาะในปีนี้ที่ฝนมาเร็วและมีปริมาณมากกว่าปกติเป็นลบต่อกลุ่มค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ยังไม่เห็นการเติบโตของสินเชื่อ แต่คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3 ปี 2559 จะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนเพราะภาระการตั้งสำรองที่น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558-ไตรมาส 2 ปี 2559 จึงเชื่อว่าหุ้นกลุ่มธนาคารน่าจะได้รับความสนใจในเดือนนี้

กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากฤดูกาลที่เป็นไฮซีซั่นในไตรมาส 3 ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น อาหารและอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลได้ผ่านการปรับฐานเบรกความร้อนแรงไปแล้วก่อนหน้านี้และเพิ่งเริ่มฟื้น และเชื่อว่าลงทุนได้แต่ควรเป็นการซื้อลงทุนระยะยาวมากกว่าจะหวังเก็งกำไร เพราะเมื่อเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวอย่างชัดเจน เม็ดเงินจะกระจายเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ฟื้น มากกว่าจะเลือกกลุ่มโรงพยาบาลในฐานะที่เป็นหุ้นปลอดภัยเหมือนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค