
บันทึก (ไม่ลับ)
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
“เขาว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัดต่อปี” เขาคือใครก็ยังคงไม่มีใครตอบได้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็เชื่อไปแล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวเราก็ไม่ค่อยชอบการอ่านกันเท่าไร ที่จริงแล้วสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ในปีที่ผ่านมาคนไทยอ่านหนังสือประมาณ 66 นาทีต่อวัน แต่รวมการอ่านของเด็กนักเรียนไปด้วย โดยรวมแล้วต้องมากกว่า 8 บรรทัดต่อปีแน่นอน แต่ก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพลเมืองของประเทศพัฒนา
การอ่านเสริมสร้างความรู้และสติปัญญาของคนในชาติ แต่ปัญหาของคนไทยไม่เพียงเรื่องการอ่านน้อยเท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ การเขียนบันทึก
เรื่องมีอยู่ว่า ผมไปสอนนักศึกษาใหม่ของหลักสูตรนานาชาติ สังเกตเห็นทุกคนในห้องตั้งใจฟังดีมาก แต่ว่าไม่มีใครจดบันทึก ยกเว้นนักศึกษาจากประเทศจีนเพียงคนเดียว ที่เธอหยิบสมุดจดขึ้นมาบันทึกเป็นภาษาอังกฤษได้หลายหน้า ผมจึงอดไม่ได้ที่จะถามนักศึกษาคนอื่น ซึ่งเป็นเด็กไทยว่า ไม่มีสมุดจดบันทึกเลยหรือ ทุกคนส่ายหน้า บางคนก็แก้เขินด้วยการเอาโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดๆ ทำท่าเหมือนกับกำลังเขียนบันทึกข้อความลงในสมาร์ทโฟน
จึงไม่แปลกที่ประวัติศาสตร์จีนได้รับการบันทึกไว้อย่างดีตั้งแต่เมื่อ 5,000 กว่าปีที่แล้ว รวมทั้งพงศาวดาร วรรณกรรม และคำสอนโบราณ ตั้งแต่เรื่องสามก๊ก ตำราพิชัยสงครามซุนวู และคำสอนของท่านขงจื๊อ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาถึงปัจจุบัน เพราะคนจีนรักการเขียน รักการบันทึก ซึ่งต่างจากคนไทย
อุปนิสัยการเขียนบันทึกยังมีในชาวตะวันตก เช่น ที่อิตาลี ทุกเมืองจะมีร้านขายสมุดบันทึกที่ทำกระดาษเอง มีปกหนังสวยงาม คนยุโรปรักการเขียนบันทึกมาหลายพันปี ตั้งแต่ก่อนยุคกรีกรุ่งเรือง จึงเหลือประวัติศาสตร์ความทรงจำมาถึงลูกหลานในวันนี้
การอ่านจึงอาจไม่ใช่เพียงปัญหาของคนไทยเพียงอย่างเดียว แต่การไม่ชอบเขียน ไม่ชอบบันทึก กลับเป็นปัญหาที่น่ากลัวยิ่งกว่า การเขียนช่วยฝึกให้อ่านมาก ฟังมาก และวิเคราะห์เป็น เรามีการประกวดเขียนไทย ลายมือสวยงาม แต่เด็กไทยลายมือไม่สวย ยังไม่น่ากังวลเท่ากับเด็กไทยไม่ชอบการจดบันทึก เพราะวันนี้เด็กไทยเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊กมากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียไปแล้ว เป็นโรคขาดโซเชียลมีเดีย ขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้ ทำให้จิตใจจดจ่อแต่เรื่องนี้ ไม่สนใจการอ่านการเขียน
อยากให้ผู้ปกครองพาลูกหลานไปที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ชมสมุดบันทึกของพระราชบิดา สมัยที่พระองค์ท่านทรงเรียนแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะเห็นลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงจดบันทึกงานวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งวาดรูปอย่างสวยงาม แม้เวลาผ่านไปนับร้อยปีแล้ว บันทึกนี้ยังคงเป็นประโยชน์แก่วงการแพทย์ไทยถึงปัจจุบัน
นักเขียนที่ประสบความสำเร็จของโลกจึงแนะนำไว้ว่า 1.ต้องเขียนบันทึกทุกวัน 2.ต้องไม่มีข้ออ้างที่จะไม่เขียน 3.เริ่มเขียนแล้วต้องเขียนให้จบ 4.ใช้เวลากับการตรวจสอบแก้ไข และ 5.ต้องเผยแพร่ รับฟังคนวิจารณ์
คุณพ่อของผมอายุ 80 ปีแล้ว ก็ยังเขียนบันทึกทุกวัน ทำให้ความจำดีเยี่ยมกว่าผมเสียอีก การเขียนบันทึกจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งกับผู้เขียนและแก่ประเทศชาติ
หากวันนี้คนไทยยังคงไม่รักการเขียนบันทึก โดยเฉพาะเด็กไทย อนาคตไทยก็คงน่าเป็นห่วง เราคงจะสู้จีน ญี่ปุ่น ที่เด็กรักการเขียนมากกว่าไม่ได้ เราจะไม่มีประวัติศาสตร์ ความทรงจำดีๆ ส่งต่อถึงลูกหลานไทยในอนาคต
อดีตบอกถึงปัจจุบัน และนำสู่อนาคต การบันทึกจึงไม่ใช่ความลับ ในการสร้างคน สร้างชาติ แต่เป็นเรื่องดีที่พิสูจน์ได้







