
หรือเราจะเป็น ‘ไทยเฉย’ และหมกมุ่นเรื่องการเมือง
บทความนี้เขียนขึ้นจากการที่ผมได้ร่วมในวงสนทนากับกลุ่มนักธุรกิจที่มีความหลากหลายทางความคิด ทั้งขนาดธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร การจัดการบริหารหนี้ขององค์กร เรียกได้ว่าอยู่รอดปลอดภัยในยามนี้ ที่น่าสนใจคือท่านที่เป็นหัวขบวนได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ที่สุดของความหมายของการมีชีวิตคือ “การเป็นคนมีคุณค่า มีความหมายในสังคมและพร้อมจะทำอะไรเพื่อให้สังคมดีขึ้น และสังคมที่เราอยู่ควรมีการเปลี่ยนไปให้มันมีอะไรที่ดีกว่าเดิมให้ได้”
บทความนี้เขียนขึ้นจากการที่ผมได้ร่วมในวงสนทนากับกลุ่มนักธุรกิจที่มีความหลากหลายทางความคิด ทั้งขนาดธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร การจัดการบริหารหนี้ขององค์กร เรียกได้ว่าอยู่รอดปลอดภัยในยามนี้ ที่น่าสนใจคือท่านที่เป็นหัวขบวนได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ที่สุดของความหมายของการมีชีวิตคือ “การเป็นคนมีคุณค่า มีความหมายในสังคมและพร้อมจะทำอะไรเพื่อให้สังคมดีขึ้น และสังคมที่เราอยู่ควรมีการเปลี่ยนไปให้มันมีอะไรที่ดีกว่าเดิมให้ได้”
ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า จากการมองผ่านออกไปในสังคมไทยและพบว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศเราหยุดชะงักไปต่อได้ยาก ที่มีคำกล่าวว่ามันคืออาการ “กลับไม่ได้ แต่ก็ไปไม่ถึง” น่าจะมาจากคำว่า “ไทยเฉย” ผมอยากนำมาถ่ายทอดต่ออย่างนี้ครับ
1.เรามีประชาชนมากแต่มีความเป็นพลเมืองไม่มากนัก ประชาชนในที่นี้ หมายถึง คนที่รู้จักแต่สิทธิ ส่วนคำว่า พลเมือง หมายถึง คนที่รู้จักสิทธิและรู้จักหน้าที่
2.เรามีไทยเฉยในหมู่วัยรุ่นจำนวนมากที่หมกมุ่นแต่เรื่อง “หรรษานิยม” ไม่ร้อนไม่หนาว คำนึงถึงแต่ความต้องการของตน ชอบมีตัวตนในโลกเสมือนจริง แต่ไม่ชอบโลกความเป็นจริงมากนัก
3.เรามีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่เป็นไทยเฉย คือ เอาแต่ตนเองเป็นหลัก วันๆ ก็อยู่กับหน้าจอมือถือ ไม่เจอหน้า ไม่พูดกับใคร และคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะเอาตัวรอดได้เสมอ จะอะไรก็ช่างไม่เกี่ยวกับผม...อะไรประมาณนั้น
4.เรามีคนสูงอายุอีกเยอะที่กำลังรู้ตัวเองแล้วตัวเขาจะกลายเป็นภาระของสังคมและคนรุ่นหนุ่มเพราะเมื่อเขาไม่มีรายได้แล้วก็เพราะเกษียณ เขาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในการยังชีพ ขณะที่คนวัยทำงานหนุ่มสาวก็ไม่พร้อมที่จะให้เก็บภาษีสูงๆ มาดูแลสวัสดิการเหล่านี้
ความที่เกิดการ “เฉย” ไม่อินังขังขอบ เพราะว่าเกิดจากไม่ต้องการมีส่วนร่วม คิดว่าการมีส่วนร่วมเป็นภาระ และเชื่อว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะเป็นคนที่ว่องไวและกระโดดออกไปได้ทันที อาการ “เฉย” อีกแบบมาจากการออกไปร่วมโครงการต่างๆ แล้วพบว่ามันไม่ใช่ทางที่ตนเองคิด และเขาไม่คิดที่จะ Trust ใครได้นอกจากตัวเอง ที่สุดก็คือ เฉยเอากับทุกเรื่องที่เข้ามา
แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองที่บางทีตัวผู้เขียนคิดว่าเราอาจไม่ต้องไปยุ่งกับมันมากนัก เพราะที่พูดกันไปมาบางทีก็หาสาระที่จะคิดต่อไม่ได้ เช่น เถียงกันว่า 5 ปี ตามคำถามพ่วง ตอนลงคะแนนเสียงประชามตินั้นต้องเริ่มนับกันเมื่อใด...
กลับปรากฏว่ามีการเถียงกันเอาเป็นเอาตาย ต้องเอาชนะกัน ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ บางรายหนักถึงขั้น ถ้าไม่เอาอย่างที่ฉันคิด เธอก็อยู่ฝั่งตรงข้ามฉันไปเลยก็มี ดูไปแล้วเหมือนคนหูหนวกเถียงกับคนตาบอด เรื่องว่า..เสียงลมเย็นที่พัดผ่านเราไปนั้นมันมีสีอะไร...
เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานหรือไม่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวข้ามความล้าหลังทางเทคโนโลยีให้มีความมั่งคั่ง และการปฏิรูปสังคมที่มั่นคง ยั่งยืน จะทำได้จริงหรือ หากเรายังเป็นไทยเฉยเฉกเช่นทุกวันนี้...







