
พลังงานชี้ยอดนำเข้าแอลพีจีลดหลังโรงแยกก๊าซไม่ติดกิจการรุนแรง
วรรณรัตน์ โล่งโรงแยกก๊าซฯไม่เป็นกิจการรุนแรงส่งผลให้นำเข้าแอลพีจีลดลงทันทีเดือนละแสนตัน
วรรณรัตน์ โล่งโรงแยกก๊าซฯไม่เป็นกิจการรุนแรงส่งผลให้นำเข้าแอลพีจีลดลงทันทีเดือนละแสนตัน
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติไม่เข้าข่ายเป็นประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จะส่งผลดีในการบริหารจัดการปริมาณก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในประเทศ เพราะเมื่อโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของบริษัทปตท. เดินเครื่องได้อย่างเป็นทางการจะมีกำลังการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นมาเดือนละ 1 แสนตัน ซึ่งจะทดแทนการนำเข้าแอลพีจีได้ทันทีในปริมาณดังกล่าว
ทั้งนี้จะทำให้ปริมาณการนำเข้าเหลือเดือนละ 4-5 หมื่นตัน จากปัจจุบันที่ต้องนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ย 1-1.5 แสนตัน และทำให้การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำเข้าแอลพีจีจะเหลือเดือนละ 500-600 ล้านบาท จากเดิม เดือนละ 1,200-1,400 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่จะมีแอลพีใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตอีกด้วย
ปัจจุบันโรงแยกก๊าซฯแห่งที่ 6 ได้ก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเสร็จแล้วรวมทั้งการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ) ดังนั้นถ้าการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆของกฏหมายมีข้อสรุปที่ชัดเจนและทำให้โรงแยกก๊าซฯผลิตได้จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
“สำหรับกิจการประเภทโรงไฟฟ้าที่จะมีผลกระทบคือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง คงต้องปรับแผนให้เหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับว่าในขณะนี้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทั่วโลกเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่เป็นถ่านหินสะอาดไม่ได้สร้างมลพิษ และหากโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าระบบช้ากว่าแผนที่วางไว้อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้”น.พ.วรรณรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตามสำนักนโยยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ได้จัดตัวเลขประมาณการณ์การผลิตและนำเข้าแอลพีจี กรณีที่โรงแยกก๊าซฯดำเนินการได้ ซึ่งระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ยจะมีการนำเข้าแอลพีจีเดือนละ 5.4 หมื่นตัน ในขณะที่การผลิตแอลพีจีในประเทศจะเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 2.8-3 แสนตัน เป็น 4.5 แสนตัน
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สำหรับกิจการโรงไฟฟ้า ที่เข้าข่ายเป็นประเภทกิจการรุนแรงฯ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป
ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีกำลังการผลิตรวมตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ ขึ้นไปก็ไม่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟ้าจะนะ หน่วยที่2 กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์สามารถดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ต่อไป แต่กรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังเวลาในการพิจารณาปรับแผนการผลิตไฟฟ้า เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า







