posttoday
หนี้ครัวเรือนชะลอตัว คนไทยระวังกู้เงิน

หนี้ครัวเรือนชะลอตัว คนไทยระวังกู้เงิน

01 ตุลาคม 2559

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดตัวเลหนี้ครัวเรือนล่าสุด ณสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้พบ ว่า สัดส่วน หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดตัวเลหนี้ครัวเรือนล่าสุด ณสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้พบ ว่า สัดส่วน หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน มาที่ระดับ 81.3% ของจีดีพี จาก 81.5% ของจีดีพี ในไตรมาสแรกปีนี้

การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลายประเภทเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพราะมีการชำระคืนจากโครงการรถยนต์คันแรก ส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค อย่างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ถูกกดดันจากการชะลอเบิกใช้ของครัวเรือนเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ผนวกกับการใช้นโยบายเครดิตที่ระมัดระวังมากขึ้นของธนาคารพาณิชย์เพื่อดูแลคุณภาพสินทรัพย์ จึงกดดันการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในภาพรวม

อย่างไรก็ดี สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ได้รับอานิสงส์จากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของครัวเรือนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐที่สิ้นสุดลงในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยระดับหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้น 1.08 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน แตะระดับ 11.24 ล้านล้านบาท หรือเติบโตราว 4.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอลงเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัว 4.7% ในไตรมาสแรกปีนี้

สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนิยามของหนี้ครัวเรือน โดยรวมหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เข้ามาคำนวณในฐานหนี้ครัวเรือน และตัดหนี้ที่ครัวเรือนก่อขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินธุรกิจออกจากการคำนวณ คงทำให้ผลสุทธิแล้วหนี้ครัวเรือนไทยทั้งในมิติของจำนวนหนี้ครัวเรือน และสัดส่วนต่อจีดีพีปรับลดลง

แต่การเปลี่ยนแปลงตามนิยามดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนจะมีภาระหนี้ลดลง ซึ่งเท่ากับว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงจะยังเป็นข้อจำกัดในการใช้จ่ายของครัวเรือนต่อไป

ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า ข้อจำกัดด้านรายได้และภาระหนี้เดิม ยังอาจมีผลทำให้ครัวเรือนชะลอหรือยับยั้งการก่อหนี้เพิ่ม เมื่อประกอบกับการที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังระมัดระวังนโยบายเครดิตอย่างต่อเนื่อง คงทำให้หนี้ครัวเรือนเติบโตชะลอลงต่อเนื่องจากระดับ 4.3% ในครึ่งแรกของปี มาอยู่ในกรอบ 3.5-4.0% และต่ำกว่าปีก่อนหน้าที่เติบโต 5.2%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงปรับประมาณการสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปีนี้มาอยู่ที่ 81.0-82.0% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 81.5-82.5% ต่อจีดีพี โดยมีสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไป และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเข้ามามีบทบาทในการเติบโตของหนี้ครัวเรือนช่วงท้ายปีนี้

ด้านกลุ่มอลิอันซ์ เปิดเผย “รายงานความมั่งคั่งทั่วโลก” (Global Wealth Report) แสดงให้เห็นถึงสินทรัพย์และสถานการณ์ของหนี้ครัวเรือนในกว่า 50 ประเทศที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี บริษัทแม่ของ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ระบุ ว่า ไทยมีการเติบโตของหนี้สินภาคครัวเรือนสูงกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ โดยเงินฝากและสินทรัพย์ รวมถึงประกันชีวิตและกองทุนบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 2% และสินทรัพย์ในหลักทรัพย์ลดลง 10% เนื่องจากตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก

ทั้งนี้ ด้วยภาวะการเติบโตอย่างสม่ำเสมอของสินเชื่อ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 45.1% เป็น 81.6% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อจีดีพีเปลี่ยนแปลงลดลง และปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 107.9% ในปี 2548 เป็น 119.2% ณ สิ้นปี 2558 ส่งผลให้ภาคครัวเรือนไทยมีอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สินเลวร้ายที่สุดจากทุกประเทศในแถบเอเชียที่รายงานนี้ได้ทำการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ไทยมีสินทรัพย์ทางการเงินต่อหัวสุทธิอยู่ในอันดับที่ 45 ในการจัดอันดับโลก และอันดับที่ 8 ในการจัดอันดับเอเชีย

ทั้งนี้ สินทรัพย์ทางการเงินรวมต่อหัวของไทยคิดเป็นจำนวนเงิน 2.38 แสนบาท (6,070 ยูโร) แต่หลังจากหักหนี้สินแล้ว สินทรัพย์ทางการเงินสุทธิของคนไทยเฉลี่ยหดตัวลงเหลือเพียง7.5 หมื่นบาท (1,920 ยูโร)

จำนวนเงินนี้ลดต่ำลงในอินเดียและอินโดนีเซีย และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีสินทรัพย์สุทธิต่อหัวสูง เช่น มาเลเซีย ซึ่งถูกมองว่ากำลังจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยในภูมิภาคนี้ ค่าเฉลี่ยของประเทศมาเลเซียตอนนี้คิดเป็น 4 เท่าของค่าเฉลี่ยสินทรัพย์สุทธิต่อหัวของคนไทย นั่นคือ 300,456บาท (7,670 ยูโร) ขณะที่ในญี่ปุ่นสินทรัพย์ทางการเงินสุทธิต่อหัวสูงถึง 3,286,215 บาท (83,890 ยูโร) ซึ่งมากกว่าของไทยถึง 43 เท่า

ดังนั้น ภาคครัวเรือนไทยยังคงต้องพยายามที่จะลดภาระหนี้เพื่อช่วยฟื้นฟูสถานะทางการเงินให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกทำให้ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะชนชั้นกลาง มีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระดับความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลกในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่  5,000 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงประเทศที่เราได้ทำการสำรวจยังคงจัดอยู่ในระดับความมั่งคั่งต่ำ จะมีความมั่งคั่งลดลงเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีจำนวนคิดเป็น 69% ของประชากรทั้งหมด (เมื่อเทียบกับ 80% ในปี 2543)

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร