
ปลดล็อกแบงก์ลงทุนฟินเทค
ธปท.ผ่อนเกณฑ์เปิดทางให้สถาบันการเงินเข้าร่วมลงทุน หนุนเอสเอ็มอี ฟินเทค และสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้น
ธปท.ผ่อนเกณฑ์เปิดทางให้สถาบันการเงินเข้าร่วมลงทุน หนุนเอสเอ็มอี ฟินเทค และสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้น
น.ส.ยุพิน เรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายธุรกิจและบัญชีสถาบันการเงิน ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศถึงสถาบันการเงินทุกแห่ง ถึงการปรับหลักเกณฑ์และวิธีลงทุนของสถาบันการเงิน ในกรณีที่เป็นการลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช่กิจการธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงิน และการลงทุนในกองทรัสต์ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางในการระดมทุนหรือเข้าถึงเงินทุนให้ธุรกิจที่สำคัญกับพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศ แต่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ เช่น เอสเอ็มอี ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) และกิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ (สตาร์ทอัพ) ให้ทำธุรกิจเงินร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) และลงทุนในกองทรัสต์ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันการลงทุนร่วมทุนในรูปแบบกองทรัสต์มีเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่องทางสำคัญในการลงทุนของเอสเอ็มอี และกิจการที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงสตาร์ทอัพ ธปท.จึงได้ขยายอัตราส่วนการถือหรือมีใบทรัสต์ของกองทรัสต์ เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ที่ร่วมลงทุนในธุรกิจ 3 ประเภท คือ ธุรกิจเอสเอ็มอี ฟินเทค และธุรกิจเงินร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ที่ไม่ใช่บริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจการร่วมลงทุน (Private Equity) ในรูปแบบอื่น
สำหรับเกณฑ์เดิม ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินถือลงทุนในหุ้นของบริษัทอื่น ซึ่งมิใช่บริษัทลูกได้รวมกันไม่เกิน20% ของเงินกองทุน หรือถือในแต่ละบริษัทอื่นได้ไม่เกินแห่งละ 5% แต่ไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ส่วนกองทรัสต์กำหนดให้ถือได้ไม่เกิน 10% ของกองทรัสต์ โดยจะยกเว้นให้ถือเกินนี้ได้หากเป็นธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการเงินโดยรวม เช่น บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บริษัท เนชั่นแนลไอเอ็มทีเอ็กซ์ เป็นต้น แต่หากสถาบันการเงินต้องการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มากกว่าเกณฑ์ก็ให้ยื่นขออนุญาตเป็นรายกรณี เพื่อให้ถือลงทุนได้มากกว่าเกณฑ์ จนสามารถกำหนดหรือควบคุมการบริหารงานของกองทรัสต์ได้
สำหรับประกาศดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2559 เป็นต้นไป หลังได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา







