posttoday
5 ปี TOP ยุคน้ำมันล้น เน้นกระจายความเสี่ยง

5 ปี TOP ยุคน้ำมันล้น เน้นกระจายความเสี่ยง

26 กันยายน 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

สถานการณ์ราคาน้ำมันของโลกยังคงผันผวนขึ้นลงด้วยการผลิตส่วนเกินของโลกที่ยังล้นตลาดทำให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นต่างต้องปรับตัวเพื่อรองรับ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันในเครือ ปตท.กระจายความเสี่ยง โดยแผน 5 ปี ตั้งเป้ามีอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) จากธุรกิจอื่นที่มิใช่โรงกลั่นเพิ่มเป็น 20%

“ภัทรลดา สง่าแสง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี TOP ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ถึงแผนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2559-2564 วางเป้าหมายจะมีอีบิตดาจากธุรกิจอื่นที่ไม่ได้มาจากโรงกลั่นเป็นสัดส่วน 20% จากปัจจุบันที่ 7% ซึ่งหลักมาจากธุรกิจไฟฟ้า ส่วนระยะยาว 10 ปี วางเป้าหมายจะมีอีบิตดาจากธุรกิจอื่นที่ไม่ได้มาจากโรงกลั่นเป็น 25-30% เพื่อลดผลกระทบธุรกิจโรงกลั่น แต่โรงกลั่นยังถือเป็นธุรกิจหลัก แม้แนวโน้มจะมีการใช้ไฟฟ้าทดแทนน้ำมันมากขึ้น เพราะกว่าจะผลิตสินค้าอื่นมาทดแทนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนในกลุ่มสินค้าเกรดพิเศษใหม่เพิ่มเติมในอนาคตด้วยรวมถึงทำผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่มีมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจโรงกลั่น ขณะที่ตามแผน 5 ปี มีโครงการที่ทำให้กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (GRM) เพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นเฉลี่ยของตลาดอีก 0.3-0.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล/ปี

สำหรับสัดส่วนอีบิตดาที่ 25-30% ถือเป็นระดับที่เหมาะสมเพราะยังคงมีความสามารถในการดูแลการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่องตามนโยบายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 25% ของกำไร แม้อยู่ในภาวะที่สถานการณ์ที่ธุรกิจอยู่ในจุดร้ายแรง ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นจำนวนการเกิดขึ้นของคู่แข่งโรงกลั่นใหม่ เพราะธุรกิจโรงกลั่นนั้นจะทำกำไรจากส่วนต่างราคา ขณะที่ยังมีรายได้จากธุรกิจอื่นคงที่

“จะมีการประชุมร่วมกันเพื่อทำแผนร่วมกันทั้งกลุ่มทุกปี โดยจะมีการติดตามและประเมินถึงสินค้าที่จะมาทดแทนว่าจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหนไว้ในแผนกลยุทธ์ด้วย”

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจะเป็นผลบวกต่อ GRM ให้ดีขึ้น เพราะบริษัทจะมีต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งบริษัทยังมีอำนาจต่อรองสามารถเลือกซื้อน้ำมันดิบจากผู้ขายที่ต้องการแข่งขันการขายส่งผลให้ค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบลดลงด้วยเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นของกลไกราคาที่ลดลง

ขณะที่วิธีการบริการสินค้าคงคลังจะสต๊อกน้ำมันดิบไว้เพียง 10 วัน ไม่นับรวมปริมาณสำรองตามกฎหมาย แนวคิดกระบวนการกลั่นของบริษัทจะเน้นการทำให้ตัวเองผอม (ลีน) ให้มากที่สุดเป็นตั้งแต่อดีตตั้งแต่ช่วงที่กลุ่มเชลล์เป็นผู้ถือหุ้น โดยจะไม่เก็บน้ำมันดิบไว้ในสต๊อกไว้จำนวนมาก หรือถ้าเก็บไว้จะกลั่นแปลงสภาพเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อขายให้เร็ว ส่วนการผลิตของบริษัทจะมีการวางแผนผลิตและขายทุก 3-6 เดือนล่วงหน้า โดยมีความต้องการรองรับเพื่อทำอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ให้เป็นบวก

ขณะที่แผนการก่อสร้างหน่วยผลิตออกแบบตอบโจทย์ความต้องการของประเทศมีลูกค้ารองรับ และมีการควบคุมต้นทุนที่ดีทั้งด้านพลังงานและการกลั่นส่งผลให้บริษัทสามารถมีต้นทุนการกลั่นต่ำเพียง 1.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือเป็นโรงกลั่นที่มีต้นทุนต่ำที่สุดติดอันดับ 1 ใน 4 ของโลก

หลังปี 2543 บริษัทในกลุ่ม ปตท.มีความร่วมมือการทำงานมากขึ้น เช่น ในการสั่งซื้อสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกัน เพื่อให้ได้ส่วนลดรวมถึงการใช้เรือขนส่งสินค้าร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

“ขาดทุนสต๊อกน้ำมันเป็นเรื่องชั่วคราว ช่วงที่ราคาน้ำมันลดลงไม่กระทบกระแสเงินสดแล้วทำให้เงินสดในมือมีมากขึ้นด้วย เพราะซื้อน้ำมันดิบมากลั่นได้ราคาถูกลง เพราะโรงกลั่นยังกลั่นตลอด และกระตุ้นให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่สินค้าที่จะมาใช้แทนน้ำก็เกิดยากขึ้น ส่วนสถานการณ์ราคาที่ลดลงขณะนี้เกิดจากการผลิตที่มีมากเกินไป ซึ่งดีเพราะเป็นต้นทุนของธุรกิจโรงกลั่นแตกต่างจากปี 2540 หรือ 2551 ที่มาจากความต้องการ”

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน