
สู่ยุคสังคมสูงอายุ โอกาสทองตลาดชะลอวัย
ปีนี้จะเป็นปีครบรอบ 100 ปี สำมะโนประชากรในประเทศไทย ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติจะเก็บข้อมูลประชากรศาสตร์รอบ 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 130 ก.ย.นี้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้เผยแพร่ในเดือน ม.ค. 2554 โดยแนวโน้มที่จะเห็นชัดเจนจากการเก็บข้อมูลครั้งนี้ คือ ไทยเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยอย่างแท้จริง
จีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หมายถึงมีจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เกิน 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด อ้างอิงตัวเลขประชากรปัจจุบัน 65 ล้านคน แต่หากประเมินตัวเลขจริงขณะนี้ คาดว่าจะมีประชากร 6770 ล้านคน เป็นสัดส่วนผู้สูงอายุราว 12% และอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรสูงวัยจะคิดเป็นสัดส่วน 25% หรือ 1 ใน 4 ของประชากรไทย
การทำสำมะโนประชากรครั้งนี้ จะทำให้เห็นภาพของประชากรในประเทศไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะจำนวนประชากรผู้สูงอายุ และแรงงานต่างด้าวในประเทศ
ประชากรทั้งสองกลุ่มมีผลมากต่อการวางแผนยุทธศาสตร์พลเมืองสำหรับหน่วยงานภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง ที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนรับมือ เช่น สาธารณสุข ต้องเตรียมความพร้อมด้านโรงพยาบาลและเวชภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยการสำมะโนประชากรปีล่าสุด คือ 2543 อัตราการเกิดอยู่ที่ 1.8 คน การสำมะโนประชากรครั้งนี้เชื่อว่าอัตราการเกิดจะต่ำกว่า 1.8 คน หรืออาจไม่ถึง 1 คนด้วยซ้ำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นปัญหา คือ ประชากรวัยแรงงานมีไม่เพียงพอในภาคการผลิต ขณะที่รัฐบาลเริ่มแก้ปัญหาด้วยการขยายอายุเกษียณราชการออกไปถึง 70 ปี
การสำมะโนประชากรยังมีประโยชน์ต่อภาคธุรกิจด้วย เพราะจะเห็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่าเป็นใคร สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรองรับความต้องการของคนในประเทศได้อย่างถูกต้อง ขณะนี้เริ่มเห็นสินค้าและบริการใหม่ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เช่น อาหารสุขภาพ วิตามิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รถเข็น รวมถึงที่อยู่อาศัย เป็นต้น
นิวัฒน์ กิตติชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ โฟร์ เอ็ม ผู้จัดงานประชุมสัมมนาวิชาการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ กล่าวว่า ปีนี้ตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการเวชศาสตร์ชะลอวัย สุขภาพ และความงามประกอบด้วย ยา อาหารเสริม วิตามิน เครื่องสำอาง ที่ใช้บำรุงแลรักษาอาการที่เกี่ยวข้อง มีมูลค่ามากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท
ตลาดการให้บริการออกกำลังกายและสปามีมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท การรักษาด้านความงามและศัลยกรรมเพื่อความงามและที่เกี่ยวกับการทำทรีตเมนต์เพื่อความงามมีมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ทุกตลาดเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1820% ต่อปี โดยเป็นทั้งผู้บริโภคปกติและคนไข้ที่มีอาการ
สำหรับตลาดเวชศาสตร์ชะลอวัยกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยนั้น เริ่มตั้งแต่กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 3050 ปี และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงอายุตั้งแต่ 4664 ปี ซึ่งมีการศึกษาหาความรู้ในการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญมีความสามารถในการซื้อสูงอีกด้วย
แนวโน้มดังกล่าวทำให้หลายบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับตลาดผลิตภัณฑ์ชะลอวัยโดยเฉพาะ อย่างบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงจากสหรัฐอเมริกา ที่วางเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์ชะลอวัย เพราะมองเห็นโอกาสจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในโลกใบนี้
ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า อีก 40 ปีข้างหน้า ในเอเชียจะมีประชากรสูงวัย 60% ของจำนวนประชากรทั่วโลก สำหรับไทยคนอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นผลทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์ชะลอตัวเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี
ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยในประเทศมีมูลค่า 1,100 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 14% จากตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมูลค่า 7,800 ล้านบาท ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี เพราะผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องชะลอวัยเพิ่มขึ้น ตามจำนวนประชากรผู้สูงอายุในที่คาดว่าจะมี 7 ล้านคน
จากข้อมูลสำมะโนประชากร ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จะเปิดเผยออกมาในต้นปีหน้า จะเห็นภาพที่ชัดเจนของแนวโน้มประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า แน่นอนว่ากลุ่มประชากรที่สำคัญ คือผู้สูงอายุ ที่ทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน จะต้องเตรียมแผนรองรับให้ดี สร้างให้เป็นสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต







