
ไทยเอ็มโอยูซื้อไฟอาเซียน
ไทยเอ็มโอยูลาว-มาเลเซีย ซื้อขายไฟแบบพหุภาคีในอาเซียน เอกชนหนุนลงทุนเมียนมา
ไทยเอ็มโอยูลาว-มาเลเซีย ซื้อขายไฟแบบพหุภาคีในอาเซียน เอกชนหนุนลงทุนเมียนมา
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 ว่า ไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ LTM on Power Integration Project
ของ 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว และมาเลเซีย ในการศึกษาการซื้อขายไฟฟ้าข้ามแดนบนพื้นฐานความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นำร่องไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 1-2 ปี (ภายในปี 2561) ตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียนระยะที่ 1 (2016-2020) ถือเป็นครั้งแรกของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีในอาเซียน
สำหรับก่อนหน้านี้ ในปี 2558 ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานที่มาเลเซีย ได้มีการหารือเตรียมความพร้อมในการลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการดังกล่าวร่วมกัน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งในปีนี้สิงคโปร์ขอเลื่อนการเจรจาและลงนามบันทึกข้อตกลงเนื่องจากยังไม่มีความพร้อม โดยมีแนวโน้มความร่วมมือในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรจากประเทศคู่เจรจา ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานทดแทน นิวเคลียร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และการสนับสนุนข้อวิเคราะห์ แนวโน้มพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งได้หารือความร่วมมือทวิภาคี ในประเด็นความร่วมมือด้านพลังงานกับจีนและกัมพูชา
พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า สำหรับกัมพูชาหารือในประเด็นว่าไทยสามารถลงทุนเพิ่มในโครงการไฟฟ้าใดได้บ้าง ซึ่งส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทางด้านประเทศจีนได้หารือในประเด็นความร่วมมือในด้านพลังงานมากขึ้น ซึ่งจีนยินดีขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทยผ่านทางลาว เป็นการวางแผนการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าของไทยในอนาคต ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้าไทยมีแนวโน้มต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สำหรับประเด็นข้อกังวลด้านพลังงานในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน คือ ความเข้าใจของประชาชนในการสร้างโรงงานไฟฟ้าในทิศทางเดียวกัน รวมถึงทิศทางราคาของพลังงานทดแทนควรปรับลดลง เช่น โซลาร์ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน
นายเติมชัย บุนนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) กล่าวว่า ต้องการให้ รมว.พลังงาน ผลักดันการลงทุนโรงงานไฟฟ้าในเมียนมาเพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้า ซึ่งการพัฒนาก๊าซและ LNG ยังเป็นโอกาสในเมียนมา รวมถึงการศึกษาพัฒนาลงทุนการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในเมียนมา เข้ามาเสริมเพื่อทดแทนการใช้ดีเซลในประเทศ โดยจัดตั้งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังการผลิต 100-200 เมกะวัตต์







