
‘บัลลังก์ ไวยานนท์’ ยึดหลักลงทุนต้องคุมความเสี่ยง
บัลลังก์ ไวยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) อายุ 35 ปี เขาออกตัวก่อนเลยว่ามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชั้นกลางธรรมดา สมบัติที่คุณพ่อคุณแม่ให้คือการศึกษาอย่างเดียว ดังนั้นการใช้หรือบริหารจัดการเงิน ตั้งแต่เด็กๆ จะโตมากับการให้เห็น “คุณค่าของเงิน” เป็นหลัก และมีความใฝ่ฝันว่าอยากมีเงินในบัญที่ฝากไว้ในธนาคาร 2-3 ล้านบาท เพราะเห็นตัวเลขดอกเบี้ยสมัยนั้นที่สูงถึง 6%
บัลลังก์ ไวยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) อายุ 35 ปี เขาออกตัวก่อนเลยว่ามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชั้นกลางธรรมดา สมบัติที่คุณพ่อคุณแม่ให้คือการศึกษาอย่างเดียว ดังนั้นการใช้หรือบริหารจัดการเงิน ตั้งแต่เด็กๆ จะโตมากับการให้เห็น “คุณค่าของเงิน” เป็นหลัก และมีความใฝ่ฝันว่าอยากมีเงินในบัญที่ฝากไว้ในธนาคาร 2-3 ล้านบาท เพราะเห็นตัวเลขดอกเบี้ยสมัยนั้นที่สูงถึง 6%
จนวิกฤตเศรษฐกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ตลาดหุ้นกลับมาฟื้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งและอยากเข้าไปเรียนรู้ในวงการตลาดหุ้น จนได้มาเป็นเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน มีโอกาสไปเรียนและสอบหลักสูตร CFA และ CISA จึงเป็นโอกาสทำให้ได้เรียนรู้หลากหลายผลิตภัณฑ์ เพราะหลังจากปี 2546 เป็นต้นมา ทางตลาดทุนมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินออกมาเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้พื้นฐานหลายอย่าง เช่น กองทุนรวม การลงทุนในต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์
หลังจากนั้น มีโอกาสเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อของธนาคารที่ต้องทำหน้าที่เหมือนธนาคาร ยึดนโยบาย “บริหารหรือคุมความเสี่ยง” เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายึดแนวคิดนี้ในการลงทุนตลอดมา โดยตลอด 10 ปีที่ทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่การลงทุน นักวิเคราะห์ต่างๆ เขาไม่ได้มีการลงทุนในหุ้นโดยตรงเลย เนื่องจากจะเป็นความขัดแย้งกับหน้าที่และความรับผิดชอบ
ดังนั้น พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ 70% จะอยู่ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นประมาณ 70-80% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็น LTF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศเท่านั้น เพราะจะไม่ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นแนวอนุรักษนิยม เนื่องจากส่วนตัวมองว่าความเสี่ยงการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ที่กองหุ้นเป็นหลักแล้ว
แต่พอแต่งงานและมีลูกแล้วพอร์ตการลงทุนได้เปลี่ยนไป จนตอนนี้มีกองหุ้นแค่ 10% รอกอง LTF ที่ครบอายุ ก็มีการขายออกแล้วไปลงทุนใหม่
“ลงทุน LTF ที่ซื้อมาสามารถลงทุนได้ครบ 3 รอบที่ครบอายุกำหนด โดยเมื่อครบอายุแต่ละรอบก็จะใช้วงเงินเดิมลงทุนซ้ำไปตลอด รอบแรกกับรอบที่ 3 เสมอตัว แต่รอบที่ 2 ได้มาประมาณ 20-30% ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณคือ 7% แต่หากดูผลตอบแทนเฉลี่ยที่ลงทุนไป 9-10 ปี ตอนนั้นเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 12-15% แต่หลังจากนี้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 10-12% เนื่องจากภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายลงทุน LTF เป็น 7 ปี หรือ 5 ปีปฏิทิน จากเดิมเพียง 3 ปีปฏิทินเท่านั้น เพราะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เคยได้ต้องมาเฉลี่ย 5 ปี จากเดิมที่ต้องเฉลี่ย 3 ปี”
ส่วน 50% ของพอร์ตปัจจุบันคือ อยู่ในประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพราะมองว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทางครอบครัวจะได้เงินทั้งก้อนทั้งหมด ซึ่งสามารถจะช่วยเป็นหลักประกันให้ครอบครัวได้ทั้งหมด โดยผลตอบแทนที่ได้เฉลี่ย 2-3% ต่อปี
สำหรับอีก 40% ที่เหลืออย่างละครึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพราะพอครบ 55 ปี จะได้เงินก้อนหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นการลงทุนกองทุนที่ลงไว้เพื่อบำนาญเพราะส่วนนี้สามารถหักภาษีได้ด้วย ทำให้มีเงินใช้ไปทุกเดือนหลังเกษียณอายุจนไปถึงอายุ 90 ปี โดยทั้งสองส่วนนี้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 3-4% นอกจากนั้นก็มีซื้อทองคำเล็กๆ น้อยเท่านั้น
“บัลลังก์” บอกว่า ถ้ามองทุกการลงทุนเขาเน้นการลงทุนเพื่อระยะยาวที่มองไปเป็น 20 ปี ไม่ใช่แค่ 3-5 ปี ฉะนั้นผลตอบแทนในทุกสินทรัพย์ทั้งหมดได้มา 3.5-4.5% ต่อปีก็รู้สึกพอใจมากแล้ว อย่างน้อยก็ยังดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคารไว้เพียงอย่างเดียว และอยากให้มองเป็นตัวเลข 20 ปี โดยรวมผลที่ได้คือผลตอบแทนรวมที่ได้มาถือว่าไม่ได้น้อยเลยทีเดียว
แต่ในอนาคตถ้ามีโอกาสเพิ่มสินทรัพย์การลงทุน เขาจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเป็นหลักอย่าง หุ้น ทองคำ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างๆ เพราะยึดหลักบริหารความเสี่ยงที่ต้องมีการกระจายสินทรัพย์ในการลงทุน







