
ONE+1และONE-Gชู6เดือนกำไร36.6%
บลจ.วรรณ เผยหุ้นทะยานได้หลายปัจจัยบวกหนุน ส่งผลดีกองทุนหุ้น "ONE +1 และ ONE G" ช่วง 6 เดือน ผลตอบแทน 36.60% สูงอันดับ 1 และ 2 ของกองทุนหุ้นทั้งระบบ
บลจ.วรรณ เผยหุ้นทะยานได้หลายปัจจัยบวกหนุน ส่งผลดีกองทุนหุ้น "ONE +1 และ ONE G" ช่วง 6 เดือน ผลตอบแทน 36.60% สูงอันดับ 1 และ 2 ของกองทุนหุ้นทั้งระบบ
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวว่า สภาวะการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นบวก โดยมี ประเด็นสนับสนุนจาก 1. ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ดีเกินคาด 2. สภาพคล่องในระบบยังมีอยู่สูงมาก รวมถึงมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดเอเชียรวมถึงตลาดไทย
ปัจจัยที่ 3. ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากการที่กระทรวงการคลัง, สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/53 จะยังขยายตัวในระดับที่สูงมากกว่า 5% และสภาพัฒน์ฯ จะประกาศตัวเลขดังกล่าในวันที่ 23 ส.ค. กับทั้งได้แสดงเจตจำนงว่าจะปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ในปีนี้ขึ้น (MOF ปรับไปแล้วเป็น 7% ถึง 8% จาก 5% ถึง 6 %) การส่งออกเป็นตัวนำด้วยอัตราสูงถึง 33% ปีต่อปี ใน 7 เดือนแรก
"ดูจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับสูง พอจะสรุปได้ว่าการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่งไปจนสิ้นปี เนื่องจากการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภททุนและวัตถุดิบซึ่งใช้เพื่อการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่เกรงกันว่าจะไม่ฟื้นกลับ ได้กลับมาขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบปีต่อปีและเดือนต่อเดือนมา 12 เดือน และ 6 เดือนสิ้นสุด มิ.ย. ตามลำดับ การบริโภคภาคครัวเรือนซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน แต่เพื่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปีมาตลอด รวมถึงในช่วงความไม่สงบทางการเมือง เม.ย.-พ.ค. ก็คาดว่าจะกลับมาขยายตัวต่อเนื่อง"นายมนรัฐ กล่าว
นอกจากจากนี้ปัจจัยที่ 4. การประกาศผลการทดสอบความมั่นคงของธนาคาร (Stress Test) ในเขตยุโรปดีกว่าตลาดคาด ซึ่งปัจจัทั้งหมดล้วนส่งผลดีต่อสภาวะการลงทุน
นายมนรัฐ กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อกองทุนที่ลงทุนในหุ้น โดยกองทุนเปิดวรรณพลัสวรรณ หรือ ONE + 1 และกองทุนเปิดเอกทวีคูณ (ONE-G)ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมโดยในระยะเวลา 3 เดือน ได้ให้ผลตอบแทนที่ 18.99% และ 18.97% เทียบกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ 12.61% และในระยะเวลา 6 เดือน ทั้งสองกองทุนดังกล่าวได้สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนถึง 36.60% เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเบนซ์มาร์คที่ 28.40% (ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูล NAV ณ วันที่ 16 ส.ค.2553) ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอันดับ 1 และ 2 ของบรรดากองทุนตราสารหุ้นภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว
กลยุทธ์ที่กองทุน ONE + 1 และ ONE-G สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 1 ในตลาดฯ ในช่วงที่ผ่านมานั้น เนื่องมาจากผู้จัดการกองทุน มีการบริหารจัดการแบบ Active Management โดยเน้น 1.ประเมินความเสี่ยงของและผลตอบแทนของหุ้นเป็นรายตัวอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ท และคัดเลือกหุ้นออกจากพอร์ท 2.ผู้จัดการกองทุนเข้าเยี่ยมพบบริษัทจดทะเบียนหุ้นใน Radar Screen อย่างใกล้ชิด เพื่อคอยหามุมการลงทุนใหม่ๆ หรือหุ้นที่มีอนาคตที่ดี โดยที่ตลาดยังไม่รับรู้ และ 3. ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ. วรรณ สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยมมาจากการที่ผู้จัดการกองทุนมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นอย่างเหมาะสม โดยมองว่าการลงน้ำหนักในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในระดับที่สูงเกินไป จะทำให้พอร์ทการลงทุนมี Concentration Risk ที่สูง
ดังนั้นสิ่งที่ผู้จัดการกองทุน บลจ.วรรณ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการบริหารกองทุน คือการกระจายความเสี่ยงและการวางน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมในหุ้นแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีฯ ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก และ การที่ผู้จัดการกองทุนมีความพยายามในการทำการบ้านเพื่อหาหุ้นที่ดี และจับจังหวะการลงทุนที่ถูกต้อง คัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ท และปรับหุ้นบางตัวออกจากพอร์ทในเวลาที่รวดเร็วและเหมาะสม จะเป็นแรงสำคัญที่ทำให้กองทุน ONE +1 และ ONE-G สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างดี จึงสามารถรั้งตำแหน่งอันดับ 1 ของกองทุนในกลุ่มตราสารทุนภายในประเทศได้
นายมนรัฐ กล่าวว่า ผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงย่อมมีความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม จากการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ของ บลจ. วรรณ น่าจะทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน และ ทั้งนี้หากผู้ลงทุนต้องการที่จะลดความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ลงทุนสามารถลงทุนโดยผ่านโปรแกรม AMP-Automatic Millionaire Program ที่จะช่วยกระจายการลงทุนในช่วงเวลาต่างๆ ตลอดทั้งปี ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันในทุกๆเดือน โดยในระยะยาวผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับต้นทุนที่มีราคาต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดฯ อีกด้วย







