
เมอริทแตกไลน์
เมอริท แตกไลน์รุกเครื่องปรุงออร์แกนิกรุกตลาดในประเทศพร้อมบุกเออีซีปี 2560 ปรับทัพลุยบีทูซี
เมอริท แตกไลน์รุกเครื่องปรุงออร์แกนิกรุกตลาดในประเทศพร้อมบุกเออีซีปี 2560 ปรับทัพลุยบีทูซี
นายพีรโชติ จรัญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท ผู้ผลิตและจำหน่ายกะทิออร์แกนิก เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดสินค้าออร์แกนิกหน้าฟาร์มปี 2559 คาดจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในช่วง 5 ปี จากปี 2554 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท โดยมีสินค้าหลักอยู่ในกลุ่ม ข้าวและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าว 50% มะพร้าว 20% และอื่นๆ 30%
ทั้งนี้ ตลาดสินค้าออร์แกนิกมีอัตราเติบโตช้า เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตสินค้าจะต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตอย่างน้อย 2 ปีสำหรับพืชล้มลุก และ 3 ปีสำหรับพืชยืนต้น แต่เทรนด์การตื่นตัวของผู้บริโภคต่อสินค้าดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปี 2559 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ 1,080 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกสัดส่วน 1 ใน 5 ของมูลค่าดังกล่าวและเป็นสัดส่วนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกในประเทศ 10%
ขณะที่บริษัทมีแผนแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงออร์แกนิก อาทิ ข้าว เครื่องปรุงรส ซอสน้ำจิ้ม เป็นต้น เพื่อสอดรับแนวโน้มการตื่นตัวด้านสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงสิ้นปีจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าวอย่างน้อย 2 ผลิตภัณฑ์
“ที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ของบริษัทราว 90-95% เป็นรายได้ที่มาจากการส่งออก และอีก 10-15% ที่เหลือ มาจากการจำหน่ายในประเทศ ซึ่งหลังจากการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่จะเน้นจำหน่ายในประเทศเป็นหลักจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้ในประเทศเพิ่มขึ้นราว 1-2% ในปี 2560” นายพีรโชติ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการทำการตลาดแบบบีทูซี ผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2560 หลังจากที่ผ่านมาบริษัททำการตลาดแบบบีทูบีมาโดยตลอด รวมถึงการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ในสัดส่วน80-90% ของรายได้
สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์เมอริโต้ ซึ่งเป็นสินค้าออร์แกนิกล้วนมีรายได้ปีละ 40 ล้านบาท จากสัดส่วนรายได้รวมของบริษัท แบ่งเป็นในประเทศ 50% และต่างประเทศ 50% โดยภายหลังจากการทำตลาดในรูปแบบออนไลน์จะส่งผลให้รายได้ของแบรนด์เมอริโต้ในต่างประเทศโตขึ้น 3 เท่าตัว
นายพีรโชติ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกไปออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหภาพยุโรป และอังกฤษ โดยในปี 2560 บริษัทมีแผนการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนที่ประเทศเวียดนาม เป็นประเทศแรก และอยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศสหรัฐอเมริกา







