
แบงก์แลนด์ได้พันธมิตรร่วมทุน
โพสต์ทูเดย์
— “แบงก์แลนด์” บอกใบ้พันธมิตรสัญชาติเอเชียมั่นคงสุด เล็งจบดีลสิ้นปีนี้นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย เปิดเผยว่า การเจรจากับพันธมิตรร่วมทุนที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2553 จนถึงขณะนี้ถือว่านิ่ง และน่าจะเป็นพันธมิตรสัญชาติเอเชีย เนื่องจากประเทศในเอเชียมีความมั่นคงที่สุดในตอนนี้ เหลือแค่รอดูความชัดเจนปัจจัยทางการเมืองอีกครั้ง หากไม่มีอุปสรรค น่าจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ หรืออย่างช้าไตรมาสแรกปีหน้า
“
เราอยากได้พันธมิตรที่เป็นธนาคารพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจ” นางศศิธร กล่าวการหาพันธมิตรคือส่วนหนึ่งของการยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ หลังจากมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 2,655 ล้านบาท เป็น 5,500 ล้านบาท ขั้นตอนต่อไปคือการนำธนาคารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์
นางศศิธร กล่าวว่า แม้ธนาคารต้องการพันธมิตรและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่หลักคือ กลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และคิวเฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของธนาคาร จะต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต่ำกว่า 60% โดยปัจจุบันกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือหุ้นในธนาคาร 42.1% และคิว เฮ้าส์ ถือหุ้น 26.4%
นางศศิธร กล่าวว่า ธนาคารได้ขอ ธปท.จัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และได้รับการอนุมัติแล้ว จะเปิดตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อเป็นการทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน รองรับการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่จะมีผล 2 ปีจากนี้ไป
สำหรับแผนธุรกิจของธนาคารนั้น ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มฐานลูกค้าสินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) จากเดิมที่เน้นลูกค้าที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ซึ่งเป็นความต้องการของธปท. ที่ไม่ต้องการเห็นการกระจุกตัวของสินเชื่อเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันธนาคารได้หันรุกสินเชื่อเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ 35% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 25% สินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงเหลือ 65% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 75% โดยอีก 3 ปีจากนี้สัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีควรอยู่ที่ 42% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 58%
อย่างไรก็ดีคาดว่าปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะขยายสินเชื่อได้ประมาณ 2530% โดยในส่วนกำไรสุทธินั้น จะดีขึ้นจากปีก่อนประมาณ 1015%นางศศิธร กล่าวว่า แผนการทำกำไรของธนาคารจะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 15% และสินเชื่อต้องรักษาการเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 20%
ทั้งนี้ ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิก่อนหักภาษี 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.52%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ 7 เดือนอยู่ที่ 2.72% จากปลายปีก่อนอยู่ที่ 2.78%







