
ธปท.สังยนข้อมูลการเงินา
เท่าที่ดูการพัฒนาของฝ่ายบริหารข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาคลังข้อมูลและระบบสารสนเทศขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสถิติที่ทำขึ้นได้รับการประเมินตามมาตรฐานสากล Report on Observation of Standard and Code (ROSC) (หมายถึง รายงานผลการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยในปี พ.ศ. 2548 องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ทำการประเมินคุณภาพข้อมูลครอบคลุมถึงปัจจัยพื้นฐานด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลที่ส่งเสริมให้เกิดคุณภาพข้อมูลสถิติเศรษฐกิจมหภาคของ ประเทศไทย ทั้งนี้ สถิติที่ ธปท. เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ คือ สถิติดุลการชำระเงินได้รับการประเมินในระดับดี (Largely Observed) ในขณะที่สถิติการเงินได้รับการประเมินในระดับดีมาก (Observed)) ว่าอยู่ในระดับดีถึงดีมากในด้านการสอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ความต้องการมิได้หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น สภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากระดับการพัฒนาประเทศและสภาพแวดล้อมทางการเงินของโลกที่แปรเปลี่ยน ทำให้เราต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมการรับมือในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้ติดตามสถานการณ์ได้ทัน และนับว่าภารกิจข้างหน้าในการพัฒนาคลังข้อมูล ธปท. นั้น มีความท้าทายหลายประการ
ประการแรก การวิเคราะห์ความจำเป็นทางด้านข้อมูล มีการแยกแยะประเด็นเร่งด่วนและประเด็นสำคัญที่จะต้องจัดทำในระยะยาว ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานปกติภายใต้กระบวนการวางแผนนโยบายทางด้านสถิติ และควรให้ความสำคัญและทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอ
ประการที่สอง ในเรื่องอุปสรรคและความเสี่ยงในงานพัฒนาคลังข้อมูล นอกจากความเสี่ยงในแง่ของการเก็บข้อมูลไม่ได้ตามต้องการแล้ว ในทางตรงข้าม องค์กรสถิติก็จะต้องมีความรอบคอบในการวางแผนและจัดการงานสถิติ มิให้มีการเก็บสถิติมากเกินความจำเป็น หรือมีการเก็บสถิติที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
และ ประการสุดท้าย ที่อยากจะฝากเป็นประเด็นไว้ คือ การพัฒนาบุคลากรทางด้านสถิติ จากปัญหาและความท้าทายที่กล่าวมา ฉะนั้นแล้ว หน่วยงานสถิติทั้งหลายจึงควรรอบรู้เกี่ยวกับงานสถิติขององค์กรอื่นๆ อีกทั้งบุคลากรทางด้านสถิติควรมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และพัฒนาทักษะทางเทคนิคและการจัดการร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสและแนวทางในการประสานความร่วมมือ ทั้งในการวางแผนพัฒนา เก็บข้อมูล และจัดทำสถิติที่จะใช้งานร่วมกันได้ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นต่อไป
บุคลากรทางด้านสถิติ ควรต้องมีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อขยายพิสัยในการรับรู้และขยายกรอบความคิด ในการวิเคราะห์กระบวนการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากตัวแปรเศรษฐกิจอาจมีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน หรือมีความคาบเกี่ยวกับตัวแปรทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองยิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยโลกทัศน์ที่กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อจะรู้เท่าทันสถานการณ์และปรากฎการณ์ใหม่ๆในระบบเศรษฐกิจและสังคม และยิ่งในยุคสมัยที่ระบบเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันมากจนแทบจะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดน ซึ่งมีขนาดและความซับซ้อนมากเกินกว่าที่คลังข้อมูลเศรษฐกิจและการเงินของ ธปท. เพียงที่เดียวจะสามารถเก็บรวบรวมสถิติทุกอย่างไว้ได้หมดครบถ้วน ธปท. จำเป็นต้องรู้ช่องทางเข้าถึงโลกแห่งข้อมูลที่กระจายอยู่ทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสากล
คงไม่ผิดหากจะยกให้อินเตอร์เน็ต เป็นฐานข้อมูลและเครือข่ายข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอาจจะกล่าวได้ในที่สุดว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการสร้างคลังข้อมูลขึ้นมาเอง คือ การกำหนดกลยุทธ์เพื่อเปิดรับและเข้าถึงเครือข่ายฐานข้อมูลในโลกอื่นๆ ที่จะมีนัยสำคัญต่อศักยภาพของการดำเนินงานขององค์กร และกลยุทธ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกองค์กรสถิติที่ช่วยเหลือร่วมมือกัน ในการสร้างเครือข่ายคลังข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทราบว่าแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ได้เน้นความสำคัญของการยกระดับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ให้เพียงพอและทั่วถึง โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยขึ้นอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาด้านไอซีทีสูงสุด 25% (Top Quartile) ของประเทศที่มีการจัดลำดับทั้งหมดใน Networked Readiness Index และเช่นเดียวกัน สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการอย่างยิ่ง คือ การยกระดับ egovernment ให้ทัดเทียมกลุ่มประเทศใน Top 20 countries รวมไปถึงการเชื่อมโยงระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ของภาครัฐ และการสร้างมาตรฐานข้อมูลสถิติเพื่อบูรณาการ การใช้ข้อมูลที่จัดเก็บโดยหน่วยงานสถิติทั้งประเทศตามแผนแม่บทระบบสถิติของประเทศ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานราชการและต่อธนาคารกลางด้วย ในการวางแผนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ
ทางด้านระบบการชำระเงินและภาคธุรกิจการเงิน ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีไอซีทีอย่างเข้มข้นที่สุด ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 และแผนแม่บทการพัฒนาตลาดทุนได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ประโยชน์ไอซีทีไว้เป็นอันมาก อาทิ ระบบสารสนเทศตราสารการเงิน ระบบธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (eBanking) ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ เป็นต้น ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ข้อหนึ่ง คือ การเป็นธนาคารกลางชั้นนำทันสมัยในภูมิภาค ด้วยเหตุที่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต่อการจัดการนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าระดับความพร้อมในเรื่องคลังข้อมูลสถิติและความชำนาญในการใช้ประโยชน์ไอซีทีจะมีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ผมเข้ามาที่ ธปท.ในครั้งนี้ ได้วางตัวว่าจะเป็น NonExecutive และช่วยทำให้ ธปท. เดินได้อย่างเดิม เพราะเท่าที่ทำมาระยะหลัง โดยเฉพาะ Inflation Targeting ก็ทำได้ดีอยู่ และตั้งใจไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินกันคนละทิศทาง ถ้าคิดอะไรเห็นอะไรก็จะใช้วิธีกล่าวชี้นำไว้ให้คิดกันเอง
ธปท.มีบุคลากรที่ไม่อยู่ในสายงานหลักมากเหลือเกิน ใน 3,900 คน มีคนอยู่หยิบมือเดียว ที่ใน 2030 ปีข้างหน้าจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการได้ถ้าคนนอกเขาไม่แย่งมาเป็นเสียก่อน องค์กรแบบนี้มีความไม่สบายใจของแทบทุกคน แทบทุกคนอยากเป็นเบอร์ 1 ในองค์กรของตน วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้คือ ทุกอย่างที่คิดจะทำ ทุกอย่างที่คิดจะมี ประเมินเสียก่อนว่ามีคนอื่น หน่วยงานอื่นนอกจากธนาคารแห่งประเทศไทยทำได้หรือเปล่า ถ้ามีก็ให้เขาทำ ถ้าไม่มีแต่ควรมีก็ช่วยจัดให้คนอื่นทำ และงานที่มีอยู่แล้ว ก็ประเมินเสียว่ามีคนอื่นทำได้หรือเปล่า แล้วเลิกทำและให้คนอื่นทำ หรือจัดให้เขาทำได้
ที่กล่าวมานั้นก็เป็นหลักการใการบริหารองค์กรทั่วไป สำหรับท่านผู้ว่าการคนใหม่นั้นไม่ต้องห่วงในเรื่องนโยบายการเงิน เพราะเก่งมีความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว แต่ก็อยากจะขอฝากให้ช่วยดูแลเรื่องนโยบายบุคลากรให้ดีเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต







