
ซูเปอร์มาร์เก็ตยังสดใส แข่งบริการ-เพิ่มความถี่
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
ผ่านครึ่งปีแรกของปี 2559 ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ทำให้ผู้บริโภคยังคงลดค่าใช้จ่ายซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกที่มีอัตราการเติบโตลดลง โดยประเมินว่าตลอดทั้งปีนี้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกจะเติบโตเพียง 2-3% เท่านั้น
เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดแต่ละเซ็กเมนต์จากภาพรวมธุรกิจค้าปลีกทั้งระบบที่มีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท จะแบ่งออกเป็นโมเดิร์นเทรด หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ที่มีสัดส่วนในตลาด 40% ปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 3-4% ขณะที่อีก 60% เป็นค้าปลีกดั้งเดิม หรือเทรดดิชั่นนัลเทรด คาดว่าจะเติบโตลดลงประมาณ 2% และเป็นการเติบโตที่หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ดังนั้นในอนาคตจึงคาดการณ์ว่าสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกกลุ่มโมเดิร์นเทรดจะเข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดค้าปลีกโดยรวมมากขึ้น
ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป กล่าวว่า หากมองเฉพาะธุรกิจค้าปลีกกลุ่มโมเดิร์นเทรดจะเห็นได้ว่าเซ็กเมนต์ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด โดยคาดว่าปีนี้จะสามารถเติบโตได้ถึง 5% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างแท้จริง เพราะส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว ต่างจากคอนวีเนียนสโตร์ที่การเติบโตมาจากการขยายสาขาใหม่ จึงไม่ได้สะท้อนถึงยอดขายที่แท้จริง ขณะที่ดิสเคาน์สโตร์กลับอยู่ในภาวะทรงตัว
จากตัวเลขในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีกกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตยังสามารถเติบโตได้ดีในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วงชิงยอดขายและรักษาฐานลูกค้าไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด ตลอดจนมองหาโอกาสการเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของเดอะมอลล์กรุ๊ปได้ปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน โดยล่าสุดได้วางนโยบายปรับธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในเดอะมอลล์เป็นกูร์เมต์ มาร์เก็ต ทั้งหมดจากปัจจุบันที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรวม 13 สาขา แบ่งเป็น โฮม เฟรช มาร์ท 7 สาขา และกูร์เมต์ มาร์เก็ต 6 สาขา โดยปีนี้จะปรับโฮม เฟรช มาร์ท 3 สาขา เป็นกูร์เมต์ มาร์เก็ต ได้แก่ สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ เดอะมอลล์ นครราชสีมา และเดอะมอลล์ บางแค ใช้งบรวมกว่า 150 ล้านบาท และจะเปิดกรูเมต์ มาร์เก็ตสาขาใหม่ที่ บลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ทมอลล์ ในปลายปีนี้เช่นกัน ใช้งบกว่า 90 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปีหน้าจะปรับปรุงโฮม เฟรช มาร์ทที่เหลืออีก 4 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เดอะมอลล์ท่าพระ และเดอะมอลล์ รามคำแหง ทั้งสองสาขาให้เป็นกูร์เมต์ มาร์เก็ตทั้งหมด รวมทั้งจะเปิดสาขาสแตนด์อะโลนอีก 2 สาขา ในคอมมูนิตี้มอลล์ใจกลางเมือง
การปรับภาพสู่กูร์เมต์ มาร์เก็ตเต็มรูปแบบครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม และการมีชื่อเดียวจะทำให้ทำตลาดได้ง่ายกว่าเมื่อมีภาพที่ชัดเจนขึ้น
“กว่า 3 ทศวรรษของโฮม เฟรช มาร์ท เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น บริษัทจึงได้ทำวิจัยผู้บริโภค และพบว่าผู้บริโภคจดจำแบรนด์โฮม เฟรช มาร์ท ได้น้อยมาก โดยจำเป็นเพียงซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่ชื่อของกูร์เมต์จะเป็นที่ยอมรับในความเป็นพรีเมียมอยู่แล้ว”
ขณะที่ภาพการแข่งขันในธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น ชัยรัตน์ มองว่า จะแข่งขันในแง่ของคุณภาพสินค้าและการบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสด ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีกำไรสูงกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มความถี่ในการเข้าใช้บริการของผู้บริโภค เนื่องจากอาหารสดไม่สามารถเก็บได้นาน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับสินค้ากลุ่มอาหารสดมากขึ้น โดยกูร์เมต์ฯ จะมีสัดส่วนอาหารสด 45-50% จากสินค้าทั้งหมด ขณะที๋โฮม เฟรช มาร์ทจะอยู่ที่ 30% เท่านั้น
หลังจากเริ่มปรับภาพสู่กูร์เมต์ มาร์เก็ต คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของบริษัททำรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 6% จากปี 2558
ก่อนหน้านี้ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารค้าปลีกภายใต้แบรนด์ท็อปส์ ได้ประกาศฉลองการดำเนินงานครบ 20 ปีในประเทศไทย พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายให้ความสำคัญกับการบริการใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า รวมไปถึงการเน้นความสดของอาหาร โดยเฉพาะการรับประกันความพอใจให้ลูกค้า ได้แก่ การรับประกันความสด รับประกันราคาถูกต้อง รับประกันสต๊อก รับประกันความพอใจ
สำหรับผลประกอบการของท็อปส์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี พบว่ามียอดขายโตถึง 13% และตลอดทั้งปีตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 15% โดยมีแผนขยายสาขาใหม่ในทุกรูปแบบเพิ่มขึ้นรวม 45 สาขา หรือปิดตัวเลขที่ 250 สาขาในสิ้นปีนี้







