
คลังชูแบงก์รัฐลดเหลื่อมล้ำ ดันเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง
สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดบทบาทและพันธกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) หรือแบงก์รัฐ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง โดย ม.ล.พงศ์ระพีพร อาภากร ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์และพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ พลิกโฉม SFIs กับภารกิจตอบโจทย์และตรงจุด เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ว่า บทบาทและพัฒนาการของแบงก์รัฐ ถือเป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญ โดยแบงก์รัฐทั้งระบบมีส่วนแบ่งการตลาด 25% ของตลาดรวม
สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดบทบาทและพันธกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) หรือแบงก์รัฐ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง โดย ม.ล.พงศ์ระพีพร อาภากร ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์และพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ พลิกโฉม SFIs กับภารกิจตอบโจทย์และตรงจุด เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ว่า บทบาทและพัฒนาการของแบงก์รัฐ ถือเป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญ โดยแบงก์รัฐทั้งระบบมีส่วนแบ่งการตลาด 25% ของตลาดรวม
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่มีอยู่จำนวน 11.8 ล้านล้านบาท ขณะที่แบงก์รัฐทั้งระบบมียอดสินเชื่อกว่า 4.16 ล้านล้านบาท ด้านยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 12.1 ล้านล้านบาท ขณะที่แบงก์รัฐทั้งระบบมียอดเงินฝากกว่า 4.27 ล้านล้านบาท นอกจากนี้สินทรัพย์ทั้งระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 17.7 ล้านล้านบาท ขณะที่แบงก์รัฐมียอดสินทรัพย์ 5.19 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ เมื่อเทียบจำนวนบัญชีและสาขา จะพบว่าธนาคารพาณิชย์มีจำนวนบัญชีเงินฝาก 87.5 ล้านบัญชี และมีสาขาจำนวน 7,016 แห่ง ขณะที่แบงก์รัฐมีบัญชีเงินฝาก 62.4 ล้านบัญชี และ 2,865 สาขา ขณะที่สัดส่วนผู้ใช้บริการสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2559 แยกเป็นสินเชื่อภาคธุรกิจ 64.4% และสินเชื่อภาคครัวเรือน 35.6% แตกต่างจากแบงก์รัฐที่มีสัดส่วนสินเชื่อภาคครัวเรือนสูงถึง 71.8% ขณะที่สินเชื่อภาคธุรกิจมีสัดส่วน 28.2%
ในประเด็นเรื่องประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแบงก์รัฐ พบว่าแบงก์รัฐทั้งระบบมีอัตราส่วนรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ยในระดับที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ โดยแบงก์รัฐมีรายได้ส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากรายได้ดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ในด้านของการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น จะประกอบด้วยการเพิ่มช่องทางบริการทางการเงินให้แก่ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน เป็นช่องทางในการระดมทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สนับสนุนอุตสาหกรรมที่รัฐต้องการสนับสนุน เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
ขณะที่ปัจจัยท้าทายการทำงานของแบงก์รัฐ คือ เทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ หรือฟินเทค ที่จะส่งผลกระทบต่อช่องว่างทางการเงิน และปัจจุบันมีแบงก์รัฐ เติมเต็มช่องว่างทางการเงินดังกล่าวอยู่ในระบบ แต่เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีความแตกต่างกัน ทำให้ผลกระทบและการปรับตัวของแบงก์รัฐ จึงอาจแตกต่างไปจากกรณีของธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ สศค.ได้ทำการประเมินช่องว่างทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ปัจจุบันมีครัวเรือน 6 แสนครัวเรือน ขณะที่มีครัวเรือนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินประมาณ 1.3 ล้านครัวเรือน และบางส่วนมีการใช้บริการองค์กรการเงินชุมชนประมาณ 1.76 ล้านครัวเรือน ส่วนในด้านเกษตรกร พบว่ามีเพียงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เท่านั้นที่เป็นผู้ให้บริการหลักแก่กลุ่มเกษตรกร ขณะที่ด้านที่อยู่อาศัยพบว่ายังมีประชากรอีก 2.61 ล้านครัวเรือน ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย และมีคนอีกราว 0.5 ล้านครัวเรือน เคยถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อ
ทั้งนี้ สศค.กำหนดแนวทางการขยายบทบาทของแบงก์รัฐทั้ง 8 แห่ง โดยให้ธนาคารออมสิน เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ดำเนินการส่งเสริมการออม และรักษาวินัยการเงินมากขึ้น ด้าน ธ.ก.ส. ให้เน้นเรื่องสินเชื่อในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรการเงินชุมชน
สำหรับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. กำหนดแนวทางให้เน้นการปล่อยสินเชื่อให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพณิชย์มากขึ้น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. กำหนดภารกิจให้เน้นการปล่อยสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศ สินเชื่อเพื่อผลิตภาพการผลิตมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ กระทรวงการคลังกำหนดให้ทั้ง 2 แห่งเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ด้านบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ให้เพิ่มบทบาทการค้ำประกันรายย่อย ส่วนบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ บตท. ให้ขยายบทบาทเรื่องการออกตราสารหนี้ MBS หรือ Mortgage Back Securities และสนับสนุนให้มีการระดมทุนระยะยาวในอัตราดอกเบี้ยคงที่มากขึ้น







