posttoday
บจ.รุกซื้อกิจการเร่งโต

บจ.รุกซื้อกิจการเร่งโต

30 สิงหาคม 2559

XO ซื้อ 2 บริษัทอาหาร SYNEX จบดีลปลายปี 400 ล้าน

XO ซื้อ 2 บริษัทอาหาร SYNEX จบดีลปลายปี 400 ล้าน

บจ.ขนาดเล็กรุกซื้อกิจการเร่งโต XO เล็งซื้อ 2 บริษัทอาหาร คาดสรุปปีหน้าด้าน SYNEX ซื้อ 2 แห่ง สรุปไตรมาส 4 ปีนี้ 1 รายใช้เงิน 400-500 ล้าน

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) 2 ราย คือบริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX ได้นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่นำเสนอคือการเข้าซื้อกิจการเพื่อเพิ่มการเติบโต  รวมถึงทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2559

นายจิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ XO เปิดเผยว่า การเข้าซื้อกิจการ (M&A) ธุรกิจอาหารจำนวน 2 ดีล คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปี 2560 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาจึงยังไม่สามารถเปิดเผยมูลค่าการซื้อกิจการได้ เพราะต้องรอให้มีการตรวจสถานะทางการเงินก่อน (ดีลดิลิเจนท์) ก่อน โดยบริษัทมีความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนในการซื้อกิจการและด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน เพียง 0.3 เท่า จะสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ และยังมีกระแสเงินสดที่เพียงพอ

นายจิตติพร กล่าวว่า บริษัทคาดกำไรสุทธิครึ่งปีหลังต่ำกว่าครึ่งปีแรกที่มีกำไร 64.71 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการย้ายโรงงานล่าช้า เพราะคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพิ่งอนุมัติงบลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ที่นิคมอมตะซิตี้ระยอง เป็น 380 ล้านบาท จากเดิม 250 ล้านบาท คาดว่าจะย้ายโรงงานได้ภายในไตรมาส 4 ทำให้อัตรากำไรสุทธิปีนี้คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2558 ที่มีอัตรากำไรสุทธิ 11.48% แม้ครึ่งปีแรกจะทำได้ถึง 14.04% ก็ตาม

นายจิตติพร กล่าวต่อว่า รายได้ปีนี้คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปี 2558 ที่มีรายได้ 747 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายยังขยายตัวดีต่อเนื่อง แม้ลูกค้ายุโรปจะมีการขอลดราคาจากปัญหาเบร็กซิต แต่บริษัทขยายการขายสินค้าไปประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง มากขึ้น ทำให้สัดส่วนลูกค้ายุโรปในครึ่งปีแรก อยู่ที่ 69% ลดลงจากช่วงปลายปีก่อนที่มีสัดส่วน 72% หลังการขยายตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทมีเป้าหมายแผน 5 ปีที่จะมีสัดส่วนลูกค้ายุโรปเหลือ 50% และอีก 50% เป็นประเทศอื่นๆ

น.ส.สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SYNEX กล่าวว่า บริษัทมีแผนการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการเจรจาธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศ 2 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปไตรมาส 4 ปีนี้ 1 ราย จะใช้งบลงทุนประมาณ 400-500 ล้านบาท เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก โดยบริษัทจะใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้สถาบันการเงิน และจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไว้ไม่เกิน 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 เท่า

สำหรับครึ่งปีหลังบริษัทคาดรายได้เติบโตกว่า 10% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มกลับเข้ามามากขึ้น โดยช่วงไตรมาส 3 ภาครัฐจะมีการใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงอิเล็กทรอนิกส์ มีแผนนำแบรนด์สินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้ามาขายเพิ่มเติมอีก 1 แบรนด์ จะได้ข้อสรุป 1-2 เดือน  

“หวังว่ารายได้ปีนี้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้โต 8-10% หรืออยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนมีรายได้ 2.16 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์สอดคล้องรายได้ ส่วนอัตรากำไรสุทธิบริษัทจะยังรักษาไว้ที่ประมาณ 1.7% ใกล้เคียงช่วงครึ่งปีแรก” น.ส.สุธิดา กล่าว

สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีต่อบริษัท ที่เป็นบริษัทนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากพอสมควร แต่บริษัท ไม่มีการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนและปัจจุบันได้ซื้อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินอยู่เป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีรายได้ต่างประเทศ บริษัทคาดในกลุ่มประเทศอินโดจีนจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทปีนี้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีหน้าจะมีการขยายตลาดไปเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยตัวเลขการซื้อกิจการเพื่อครอบงำกิจการในช่วงครึ่งแรกปี 2559 มีทั้งสิ้น 5 บริษัท มีการซื้อกิจการเกิดขึ้นจริง มูลค่า 8.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกของปี 2558 ที่มีจำนวน 4 บริษัท และมีมูลค่าที่เกิดขึ้นจริง 4.2 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน