
สคร.เร่งเครื่อง ฟื้นฟูไอแบงก์-รถไฟ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 7 แห่งที่มีปัญหา ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แสดงความเป็นห่วงความคืบหน้าในการแก้ปัญหา ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) มากที่สุดในขณะนี้
เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เร่งฟื้นฟูสถานะของธนาคารให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อขายหุ้นให้กับพันธมิตรที่มีผู้สนใจหลายราย นอกจากนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) เพื่อเข้ามาซื้อหนี้เสีย (เอ็นพีเอฟ) ของไอแบงก์ในส่วนที่ไม่ใช่หนี้ของมุสลิม จำนวน 5.3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ไอแบงก์เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเสนอ ครม.พิจารณาภายในสิ้นเดือน ส.ค.-ต้นเดือนหน้า และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559
ทั้งนี้ หลังจากนี้จะดำเนินการเพิ่มทุนให้ไอแบงก์ โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) จากที่ปัจจุบันติดลบ 20% มาอยู่ที่ระดับ 0% ตามข้อเสนอของพันธมิตรบางแห่งที่เสนอมาว่า หากธนาคารทำได้ก็พร้อมที่จะเข้ามาลงทุน ส่วนแหล่งเงินเพิ่มทุนนั้น การใช้เงินของกองทุนแบงก์รัฐก็เป็นแนวทางหนึ่งที่พิจารณาอยู่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณแผ่นดิน เชื่อว่าหลังจากเพิ่มทุนสำเร็จจะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาถือหุ้นส่วนใหญ่ของไอแบงก์ โดยจะเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังจะถือหุ้นของไอแบงก์ต่อไป ไม่ได้ขายให้พันธมิตรทั้งหมด และยอมรับว่า การฟื้นฟูของไอแบงก์ตามแผนมีความล่าช้า โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อลงไปดูรายละเอียดการแก้ปัญหาของไอแบงก์อย่างจริงจัง รวมทั้งอยู่ระหว่างการตั้งกรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ของธนาคาร เพื่อมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมาการแก้ปัญหาของธนาคารได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังแก้ปัญหาล่าช้า นอกจากไอแบงก์แล้ว ยังมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แม้ว่าที่ผ่านมาจะลงทุนรถไฟทางคู่ได้ตามแผน แต่ รฟท.ยังมีผลขาดทุนอยู่จำนวนมาก ซึ่งทาง สคร.เห็นว่าหัวใจของการแก้ปัญหาของ รฟท. คือการพัฒนาที่ดินของการรถไฟที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบรางที่มีอยู่สูงถึง 3.6 หมื่นไร่ ควรนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
“ข้อมูลของ รฟท.ที่เข้าไปดูในเบื้องต้นพบว่า มีผลตอบแทนต่ำมาก ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่เพียงไร่ละ 1 บาท ตอนนี้คลังได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา 1 ชุด มี อำนวย ปรีมนวงศ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และเป็นกรรมการ รฟท.ด้วย ให้เข้าไปสำรวจสัญญาการเช่าและการใช้ที่ดินของ รฟท. ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการบริหารพื้นที่ให้มีผลตอบแทนมากขึ้น โดยจะเสนอให้ซูเปอร์บอร์ดพิจารณา” เอกนิติ กล่าว
สำหรับการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 5 แห่ง มี 3 แห่ง ที่ทำได้ตามแผนฟื้นฟูคือ บริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม โดยที่ประชุมซูเปอร์บอร์ด ล่าสุดมีมติชัดเจนว่าไม่ให้ทั้งสองแห่งทำธุรกิจทับซ้อนกัน โดยให้บริษัท ทีโอที ลงทุนการทำบอร์ดแบรนด์ภายในประเทศ ส่วนบอร์ดแบรนด์ต่างประเทศและดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นหน้าที่ของบริษัท กสทฯ เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนธุรกิจรายย่อยให้ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูในระดับที่ใช้ได้ ขณะนี้ คนร.มีมติและเตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบ เพื่อให้กรมการขนส่งทางบกเข้ามาดูแลการให้สัมปทานเส้นทางการเดินรถแก่เอกชน และให้ ขสมก.เหลือหน้าที่เพียงการบริหารการเดินรถ การให้บริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ฟื้นฟูฐานะของ ขสมก.ได้เร็วขึ้น ส่วนบริษัท การบินไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี
โดยบริษัท การบินไทย จากปี 2558 ที่ขาดทุน แต่ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้กลับมีผลกำไร สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะระบบการขายตั๋วที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมากในการแก้ปัญหาครั้งนี้ ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ทำได้ดีตามแผนฟื้นฟู จากขาดทุนในปีที่ผ่านมา ก็พลิกกลับมามีกำไรในปี 2559 เช่นกัน มีการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัท การบินไทย และเอสเอ็มอีแบงก์จะทำตามแผนฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี แต่ สคร. รวมถึง คนร.ยังไม่มีแผนที่จะให้ออกจากแผนฟื้นฟู เพราะต้องยอมรับว่าการฟื้นฟูที่ผ่านมามีทั้งฝีมือและโชคไปพร้อมกัน เช่น บริษัท การบินไทย มีโชคเรื่องราคาน้ำมันที่ต่ำลงมาก ทำให้ต้นทุนลดลงและมีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ขยายสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นโชคเพราะรัฐบาลให้ปล่อยสินเชื่อนโยบาย หรือโพลีซี โลน ซึ่ง สคร.ยังกังวลว่า หากปีต่อไปทั้งสองรัฐวิสาหกิจไม่มีโชคช่วยเหมือนปีนี้ บริหารงานอาจจะมีปัญหาขึ้นอีก จึงต้องการให้ทั้งสองแห่งอยู่ในแผนฟื้นฟูไปก่อนจนกว่าจะมั่นใจว่ามีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง







