
ไมนัสซันดันกันแดดใช้ทุกฤดูกาล
โพสต์ทูเดย์
— “ไมนัสซัน” รุกตลาดโลชันกันแดด หวังใช้ทุกฤดูกาล ออกสูตรเด็กขยายฐานลูกค้า เดินหน้าลุยนอกรับอาเซียนบูมนายพรชาย พิริยบรรเจิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ราชเทววี กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันแดดแบรนด์ ไมนัสซัน เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบตลาดราว 15 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์ไมนัสซันในปีนี้ ภายใต้กลยุทธ์การทำตลาด ณ จุดขาย พร้อมเดินสายจัดกิจกรรม (โรดโชว์) ไปยังกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์กันแดดไมนัสซันสามารถทำตลาดได้ทุกฤดูกาล โดยไม่จำกัดเฉพาะช่วงฤดูร้อน
ทั้งนี้ เป็นแนวโน้มเดียวกับเจ้าของผลิตภัณฑ์กันแดดยี่ห้ออื่นๆ ที่ปรับกลยุทธ์การทำตลาดมาเป็นการเพิ่มความถี่ให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมใช้สินค้าดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดมาแล้ว 12 ปีก่อนหน้านี้ และเริ่มเห็นชัดจากช่วงหน้าขายฤดูร้อนในปีนี้ที่ผ่านมา
“
หลังจากผลิตภัณฑ์กันแดดยี่ห้อต่างๆ ไม่สามารถจัดกิจกรรมการตลาดได้ในช่วงเกิดความไม่สงบทางการเมือง บริษัทจึงต้องปรับแผนการทำตลาดใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตทดแทนในช่วงที่หายไป เช่น ในฤดูฝน” นายพรชาย กล่าวโดยชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์กันแดด ที่สามารถใช้เป็นประจำได้ทุกวันสำหรับผิวหน้า เพื่อให้ข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง(แมส) มากขึ้น
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับเด็ก
“ไมนัสซัน คิดส์” เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่เพิ่ม คือ กลุ่มเด็กที่ต้องการดูแลผิว โดยในเดือน ก.ย.นี้ จะจัดโรดโชว์ไปยังสถานศึกษา โรงเรียนเอกชนต่างๆ ราว 20 แห่ง เพื่อแนะนำสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยตรง โดยวางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์กันแดดระดับมืออาชีพสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับไมนัสซัน สำหรับผู้ใหญ่ขณะที่ไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทยังเตรียมขยายการทำตลาดผลิตภัณฑ์กันแดดไมนัสซันในภูมิภาคอาเซียนเป็นครั้งแรก เริ่มจากประเทศมาเลเซีย โดยร่วมกับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายและกระจายสินค้า (ดิสตริบิวเตอร์) รายใหญ่ หากได้ผลตอบรับดีอาจมอบให้ดิสตริบิวเตอร์ดังกล่าวขยายการทำตลาดในประเทศสิงคโปร์ต่อไป
การบุกตลาดในอาเซียนเพื่อรองรับการแข่งขันตลาดสินค้าของใช้ดูแลส่วนบุคคลที่จะเติบสูงในอนาคต ภายใต้ข้อตกลงอาเซียน ฮาร์โมไนเซชัน จากก่อนหน้ามีเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและสหรัฐ
สำหรับสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในประเทศอีก 5% จากตลาดรวมผลิตภัณฑ์กันแดดมูลค่า 550 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยไมนัสซันครองส่วนแบ่งตลาด 14% หรือมียอดขาย 75 ล้านบาท เติบโตราว 25% และมียอดขายจากการส่งออกสัดส่วน 10%ซึ่งการขยายตลาดใหม่ในอาเซียนจะส่งผลให้ในปีหน้าสามารถเติบโต 25%







