
เลือกตั้งสหรัฐ...เกี่ยวอะไรกับ เงินในกระเป๋าเรา!!?
โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล
โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล
ครบวาระอีกครั้งสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากการดำรงตำแหน่ง 2 สมัยซ้อนของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดยปีนี้จะมีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย. 2559
ถึงตรงนี้ตัวเต็งที่จะลุ้นชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ คงเหลือเพียง 2 คนเท่านั้น คือ นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งยังคงต้องขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นต่อไป กับเราคนไทยนั้นดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัวและไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรกับเรามากนัก
แต่หากลองพิจารณาให้ลึกขึ้นจะพบว่าการเลือกตั้งสหรัฐนี้กระทบกับเราคนไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบกับเงินในกระเป๋าเรามากกว่าที่คิด ส่วนกระทบอย่างไรนั้น ลองอ่านดูครับ
...เกี่ยวอะไรกับการลงทุนหุ้น? เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านที่มีการลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้นไทยโดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์เอง การลงทุนผ่านกองทุนรวม LTF เพื่อลดหย่อนภาษี และรวมไปถึงกองทุนหุ้นต่างประเทศที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก
โดยตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของตลาดหุ้นสหรัฐได้อย่างชัดเจน คือ ปี 2551 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่รู้จักกันในนาม Hamburger Crisis ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงถึง 37% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยแม้จะไม่ใช่ประเทศที่เป็นต้นเหตุของวิกฤต แต่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมากกว่าสหรัฐเสียอีกโดยปรับตัวลดลงกว่า 45% เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกก็ปรับตัวลดลงแรงจากปัจจัยนี้
รู้หรือไม่? ในปี 2551 ที่เกิด Hamburger Crisis นั้น เป็นปีที่มีการเลือกตั้งสหรัฐด้วย โดยหากดูสถิติย้อนหลังไปในปีที่มีการเลือกตั้งสหรัฐนั้น มีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐในปีที่มีการเลือกตั้ง (ตามตารางสถิติ)
จะเห็นได้ว่า โดยสถิตินั้นมีความชัดเจนว่าผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังของตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P 500) ในปีที่มีการเลือกตั้งนั้น ถือว่าดีมากโดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 11.3% ต่อปี โดยปีที่แย่ที่สุดนั้น คือ ปี 2551 เป็นปีที่เกิดวิกฤตผลตอบแทนติดลบถึง 37%
อย่างไรก็ดี สถิตินั้นคงไม่สามารถรับประกันได้ว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง จะได้ผลตอบแทนตามสถิติ เพียงแต่ข้อมูลสถิติดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในการวางแผนในการลงทุนได้
...เกี่ยวอะไรกับกองทุน Healthcare ต้องเริ่มจากต้นปี 2558 ที่ผ่านมา กองทุนหุ้นกลุ่มสุขภาพทั่วโลก (Global Health Care) สามารถสร้างปรากฏการณ์ในตลาดกองทุนรวมในประเทศไทย โดยเริ่มจากกระแสความนิยมที่สูงลิ่ว จากกระแส Megatrend เรื่องสุขภาพ ทั้งอายุเฉลี่ยคนทั่วโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ความสนใจด้านสุขภาพของคนทั่วโลกมีมากขึ้น ทำให้กองทุน Global Healthcare ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนไทยอย่างอบอุ่น ส่งผลให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มสุขภาพผ่านกองทุน Global Healthcare เป็นเรื่องที่ “ห้ามพลาด” และมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนกองทุน Global Healthcare มหาศาล
แต่แล้ว...เมื่อเดือน ก.ย. 2558 เหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อ นาง ฮิลลารี หนึ่งในผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ สังกัดพรรคเดโมแครต ในช่วงเวลานั้น ได้ออกมาวิจารณ์ถึงการปรับขึ้นราคาของยาที่ชื่อว่า “Daraprim” ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยราคาได้ปรับขึ้นกว่า 5,500% จากเม็ดละ 13.5 เหรียญสหรัฐ เป็น 750 เหรียญสหรัฐ
นางฮิลลารี จึงได้ถือโอกาสนี้ใช้เป็นประเด็นหาเสียงว่าจะจัดการกับปัญหาราคายาที่ไม่เหมาะสมพร้อมจะจัดตั้งหน่วยงานกำกับและควบคุมราคายา ส่งผลให้ราคาหุ้นของกลุ่มยาหรือเวชภัณฑ์พากันร่วงลง โดยเฉพาะในสหรัฐ รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างพากันลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ทำให้หุ้นในกลุ่มสุขภาพปรับตัวลงมาอีกกว่า 9% และส่งผลให้เพียงแค่ 2 เดือน หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวลงมาแรงกว่า 15% ปัจจุบันแม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P 500) ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยส่วนใหญ่ยังไม่กลับมาที่จุดสูงสุดเดิม จึงต้องจับตาว่าหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแล้วความชัดเจนของนโยบายการควบคุมราคายาจะเป็นอย่างไรและจะส่งผลต่อทิศทางของหุ้นกลุ่ม Healthcare มากน้อยเพียงไร
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงผลกระทบจากการเลือกตั้งสหรัฐบางส่วนเท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งสหรัฐใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และอาจเกี่ยวอะไรกับเงินในกระเป๋าเราด้วยเช่นกัน จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร มาติดตามไปด้วยกันนะครับ







