
อี-คอมเมิร์ซครึ่งปีหลัง ชะลอแข่งสงครามราคา
แม้ว่ากระแสการช็อปปิ้งออนไลน์จะบูมมากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
แม้ว่ากระแสการช็อปปิ้งออนไลน์จะบูมมากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% จากภาพรวมธุรกิจค้าปลีก ต่างกับที่จีนที่มีสัดส่วนสูงถึง 15.9% ส่วนสหรัฐอเมริกายังมีเพียง 7.1% เมื่อเทียบกับธุรกิจค้าปลีกในปี 2558 แต่กระแสการแข่งขันในครึ่งปีหลังของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ช็อปปิ้งออนไลน์อย่างวีเลิฟช็อปปิ้งหรือลาซาด้าดูจะเงียบเหงาไป
ดรุณพร จิรกิจอนุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไป ของ แอสเซนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาดอี-คอมเมิร์ซเรียกได้ว่าดุเดือดในเรื่องโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มของเราทั้งวีเลิฟช็อปปิ้ง (Weloveshopping) และวีมอลล์ (Wemall) มากขึ้น แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าเข้าสู่การปรับแผนสำหรับรูปแบบการทำตลาดเพื่อรองรับความต้องการทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ขณะที่แพลตฟอร์มของแอสเซนด์คอมเมิร์ซ ที่เจาะกลุ่มการให้บริการสำหรับธุรกิจระดับเอสเอ็มอี และเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเจ้าของธุรกิจแบรนด์ใหญ่ ทำให้บริษัทต้องวางกลยุทธ์และเครื่องมือในการทำตลาดที่แตกต่างกันเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งสองรูปแบบ
“การปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการทำงานของทางแอสเซนด์คอมเมิร์ซ มาเป็นการลงทุนด้านโซลูชั่นที่วิเคราะห์ตลาดและความต้องการของผู้ซื้อมากกว่าเดิมถือว่าตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจได้ดีกว่า”
ทางด้านกลุ่มธุรกิจประเภทแบรนด์ (Brand) นั้น ต้องการที่จะวางกลยุทธ์ในการทำตลาดและออกโปรโมชั่นเอง เพราะแบรนด์เหล่านี้ มีความเข้าใจลูกค้าที่ใช้งานแบรนด์ของตนเองดีอยู่แล้ว เนื่องจากมีการลงทุนทำตลาดออนไลน์มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูล (Information) โซเชียลมีเดียสำหรับสื่อสาร (Connect) และฐานข้อมูลของลูกค้าที่มีกำลังใช้จ่าย (Database) แต่ยังต้องการเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เคยใช้สินค้าของแบรนด์ตนเองหรือไม่ก็ตาม ผ่านแพลตฟอร์มของวีมอลล์ เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่
“การจัดโปรโมชั่นจากความต้องการของแบรนด์เอง จะช่วยลดปัญหาสงครามราคา (Price War) เพราะสามารถกำหนดประเภท ชนิดและราคาโปรโมชั่นสินค้าได้เอง นอกจากนี้การปล่อยให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นคนทำราคาเอง อาจไม่ตรงกับความต้องการของแบรนด์ที่จะสื่อสารกับตลาดในขณะนั้น”
ทางด้านของกลุ่มผู้ขายผ่านแพลต ฟอร์มวีเลิฟช็อปปิ้ง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจประเภทนอนแบรนด์ (Non Brand) นั้น ก็ต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าเองโดยตรง เพราะรูปแบบการทำธุรกิจของผู้ค้าเหล่านี้จะมีความสามารถทั้งการขาย จัดการและดูแลสินค้าเองทั้งหมด ทางผู้ให้บริการจึงมีระบบหลังบ้านที่เรียกว่า Merchant Center Platform สำหรับรองรับความต้องการ เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ต้องการสื่อสารและทำตลาดเองมากกว่าทำผ่านผู้ให้บริการ
ทั้งนี้ ในเรื่องของภาษีอี-คอมเมิร์ซ นั้น จากการสื่อสารกับร้านค้าในระบบยังพบว่ามีความกังวลในเรื่องนี้น้อย หากเป็นในมุมของแบรนด์ก็ดำเนินเรื่องนี้ตามระบบอยู่แล้ว แต่ธุรกิจระดับเอสเอ็มอีหากมีรายได้ที่เหมาะสมก็ยินดีที่จะจ่ายตามขั้นตอนและทางผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีทีมที่ให้คำแนะนำทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการภาษีสำหรับผู้ขาย ระบบการออกบิล การเก็บเงิน เพื่อให้การทำธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
“เราจัดอบรมสำหรับผู้ขายในระบบวีเลิฟช็อปปิ้ง เพื่อช่วยเหลือเรื่องการวิเคราะห์เทรนด์ การทำตลาดให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและทำอย่างไรให้มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าเป็นประจำ เพราะเป็นมุมมองด้านธุรกิจที่ร้านค้าต้องการมากกว่า”
อย่างไรก็ตาม แอสเซนด์คอมเมิร์ซ ยังคงยืนยันว่ามีการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นลงทุนในเรื่องของเครื่องมือที่จะนำมาใช้ประโยชน์และตอบโจทย์ผู้ค้าในเชิงธุรกิจด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้ดีกว่า เพราะมองว่าจะช่วยสร้างความยั่งยืนในการทำธุรกิจออนไลน์สำหรับอนาคตไม่ใช่แข่งกันแค่เรื่องตัดราคาให้ถูกลงแบบเดิม







