posttoday
แนะแบงก์ไทย เสริมแกร่งเงินกองทุน

แนะแบงก์ไทย เสริมแกร่งเงินกองทุน

20 สิงหาคม 2559

สมาคมธนาคารไทยแนะธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเสริมความมั่นคงของเงินกองทุนให้แข็งแกร่ง

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์

สมาคมธนาคารไทยแนะธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเสริมความมั่นคงของเงินกองทุนให้แข็งแกร่ง รับมือการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทั้งมาตรฐานบัญชีใหม่ การดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์บาเซิล 3 และการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดิจิทัล

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมความมั่นคงของเงินกองทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมีทั้งมาตรฐานทางบัญชีฉบับใหม่ นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้นผ่านบาเซิล 3 ที่จะมีการทยอยบังคับใช้จนมีผลเต็มรูปแบบในปี 2562 ส่งผลให้ธนาคารมีภาระในการดำรงเงินกองทุนให้เพียงพอ เพราะหากเงินกองทุนพร่อง อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคงระบบสถาบันการเงิน ส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากธนาคารเป็นสถาบันที่แบกรับการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ประกอบด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนสูง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีต้นทุนเพิ่มในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะต้องติดตามผลกระทบของการรวมกลุ่มทีพีพีอย่างใกล้ชิดต่อไป

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดิจิทัลในปัจจุบัน ถือเป็นอุปสรรคในการเพิ่มเงินกองทุนของธนาคาร โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดต้นทุนในการตั้งสำรอง ส่งผลให้กำไรสุทธิที่จะกันไปเพิ่มในเงินกองทุนน้อยลง ขณะที่การเพิ่มทุนก็ลำบาก ดังนั้นหากอนาคตข้างหน้าธนาคารไม่แข็งแกร่ง เงินกองทุนไม่มากพอ การสนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโตจะลำบาก เพราะการระดมทุนของภาคธุรกิจที่สำคัญ ยังคงใช้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่มีต้นทุนหลัก คือ คนและสถานที่ หรือสาขา โดยธนาคารขนาดใหญ่ต่างมีสาขากว่า 1,000 สาขา ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลก หลังจากเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมการเงิน ส่งผลให้ความจำเป็นของสาขาเริ่มลดน้อยลง สัดส่วนธุรกรรมที่สาขาลดเหลือประมาณ 20% ของการทำธุรกรรมทั้งหมด เพราะถูกแทนที่ด้วยโมบายแบงก์กิ้ง และเอทีเอ็ม ซึ่งธนาคารกำลังติดตามภาวะนี้ เพื่อนำไปปรับโครงสร้างต้นทุนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า

ขณะเดียวกัน ระบบสถาบันการเงินยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ไม่เฉพาะกับธนาคารด้วยกัน แต่รวมถึงเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่เกิดขึ้นมาจากช่องว่างที่ธนาคาร
ทำไม่ได้ ทั้งราคาถูก ความสะดวก ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นธนาคารจึงมุ่งลดต้นทุนที่สำคัญคือต้นทุนบริหารเงินสด ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พร้อมเพย์ แม้ธนาคารจะต้องลงทุนระบบเป็นเงินจำนวนมากและลดค่าธรรมเนียมเพื่อจูงใจ แต่เชื่อว่าจะได้ประโยชน์ทั้งกับธนาคาร ลูกค้า และเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของธนาคารที่ต้องจับตาต่อเนื่อง คือ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ที่ธนาคารต้องพยายามคาดการณ์ให้ได้ เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดอันตรายหรือความผิดพลาดกับลูกค้าและธนาคาร เพราะนโยบายการเงินของประเทศหลัก ก่อให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายไปแสวงหาผลตอบแทนสูง ซึ่งมีผลกระทบกับสภาพคล่องในประเทศที่อ่อนไหวกับเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่

สำหรับประเทศไทย แม้ขณะนี้จะมีเงินทุนไหลเข้า ทำให้เงินบาทแข็งค่า และไม่น่าห่วงเรื่องสภาพคล่อง แต่แนวโน้มในอนาคตยังน่าเป็นห่วง หากเงินทุนเคลื่อนย้ายออกไป และไทยไม่มีขีดความสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสภาพคล่องไม่พอ สิ่งที่ตามมา คือ ดอกเบี้ยจะขยับขึ้น และราคาสินค้าแพงขึ้น แม้ว่าธนาคารจะคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดปีนี้ แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นและต้องการสภาพคล่องเพิ่ม ดอกเบี้ยก็จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตาม

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน