
เปิดปฏิบัติการแก้หนี้ ผุดเอเยนต์อุ้มรากหญ้า
...ทีมข่าวการเงิน
การเปิดตัวบัตร
“ลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” ของกระทรวงการคลัง ถือเป็นการตีปี๊บบุกแหลกแก้ปัญหาที่กระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยมากที่สุดแบบครบวงจรที่ผ่านมามียอดลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 130 ธ.ค. 2552 และวันที่ 129 ม.ค. 2553 จำนวน 1,183,355 ราย จำนวนมูลหนี้ 122,672.19 ล้านบาท
เจรจาประนอมหนี้สำเร็จ 602,803 ราย เจรจาไม่สำเร็จจำนวน 182,862 ราย และยุติเรื่องจำนวน 397,690 ราย
ธนาคารและสถาบันการเงินชุมชนอนุมัติสินเชื่อแล้วจำนวน 412,741 ราย อยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 75,066 ราย
โดยลูกหนี้นอกระบบเดิมต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างต่ำ 5% ต่อเดือน เมื่อเข้ามาสู่ระบบของภาครัฐจะเหลือเพียง 1% ต่อเดือน ประหยัดดอกเบี้ยได้เดือนละ 5,0001 หมื่นบาท
หากลูกหนี้วินัยดีชำระตรงเวลา 12 เดือนต่อเนื่อง ธนาคารจะมีวงเงินสำรองฉุกเฉินให้ในเดือนที่ 13 ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรไปกดเอาเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของทุกธนาคารที่ร่วมโครงการ บัตรนี้ยังให้สิทธิการประกันชีวิตที่ทางธนาคารที่อนุมัติเงินกู้ได้จัดให้แก่ลูกหนี้ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า จากผู้ที่เข้าร่วมโครงการปรับหนี้นอกระบบและได้รับสินเชื่อกว่า 4 แสนราย น่าจะมีผู้ชำระหนี้ตรงตามกำหนด 12 เดือนต่อเนื่อง และสามารถได้รับวงเงินเบิกเกินบัญชีมาใช้ เพราะขณะนี้แบงก์เข้มงวดกับลูกหนี้มาก โดยบัตรวินัยดีมีวงเงินจะแจกจ่ายผู้ร่วมโครงการได้หมดภายในเดือน ก.ย.
รมว.คลังเชื่อว่าบัตรนี้จะช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องไปกู้นอกระบบอีก เพราะเมื่อครบ 12 เดือนสามารถเบิกมาใช้ได้เพิ่มอีก 50% ขณะที่แบงก์มีแนวคิดจะนำวิธีนี้มาใช้กับลูกหนี้ปกติของแบงก์ด้วย
แนวทางหลังจากที่ได้ขึ้นทะเบียนและหนี้นอกระบบรอบแรกเสร็จ กระทรวงการคลังยังมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าทำ 2 อย่าง คือ 1.เพิ่มศักยภาพให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ลงลึกไปในระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่คำถามคือสามารถทำภายในองค์กรได้หรือไม่ หรือมีอุปสรรค วัฒนธรรม ความคิด อาจต้องแยกส่วน เป็นแบงก์รากหญ้าโดยเฉพาะ หรือให้มีส่วนปฏิบัติการหรือบัญชีที่แยกออกมา
2.ทำเป็นไมโครไฟแนนซ์ แบบโฮลเซล หรือระบบตัวแทนเอเยนต์ในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่มีโครงสร้างของการรวมตัวระดับชุมชนที่ค่อนข้างพร้อมมาก มีทั้งกองทุนหมู่บ้านและสัจจะออมทรัพย์นับหมื่นราย ซึ่งได้มีการบริหารมากว่า 56 ปีแล้ว
“
เราได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับสถานะกองทุนเหล่านี้เป็นนิติบุคคล ในส่วนที่ได้รับกองทุนอุดหนุนเงินโดยธนาคารของรัฐ โดยเบื้องต้นไม่อยากให้มีการฝากเงิน แต่ปล่อยกู้ได้อย่างเดียว มีดอกเบี้ยระดับที่ไม่สูงมากนัก” กรณ์ ระบุมีการวางกฎกติกาว่า รับเงินกู้จากแบงก์ไปแล้ว จะต้องควบคุมอย่างไร มีเงื่อนไขค้ำประกันลูกค้าอย่างไร อย่างนี้จะทำได้เร็วเพราะแทนที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ ก็ใช้กองทุนที่มีอยู่เดิม
“
โจทย์ของเราคือ เอาผู้ตามหนี้ ผู้ปล่อยกู้มาเป็นเอเยนต์ให้แบงก์ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังคุยกับทางแบงก์อยู่ ลักษณะเป็นเอเยนต์ บุคคลและสหกรณ์ ส่วนธนาคารจะเป็นผู้คอยตรวจเช็ก ตามกติกาที่กำหนดไว้ เหมือนตัวแทนประกันชีวิต หรือขายตรง” กรณ์ ระบุปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีจำนวน 8 หมื่นกองทุน ขณะที่กองทุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ของกระทรวงมหาดไทยมี 2.9 หมื่นหมู่บ้าน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกองทุนรวมต่างๆ ที่กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ เช่น กองทุนส่งเสริมการเลี้ยงโค เป็นต้น
รมว.คลัง ระบุว่า ขณะนี้แบงก์ยังขาดท่อที่จะส่งเข้าไปยังผู้ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินในต่างจังหวัด จึงมีผู้ที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือสินเชื่ออีกมาก
ดังนั้น การต่อท่อเข้าไปต้องดูให้เข้ากับวัตถุประสงค์ เราไม่ได้จำกัดเงื่อนไขมากนักแต่อยากให้ชาวบ้านได้ใช้เงินเพื่อไปประกอบธุรกิจ และให้กับคนที่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ในจำนวนที่คนคนนั้นจะรับภาระได้
หลังจากนี้อาจมีโครงการที่กระทรวงการ คลังทำร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชน และดึง ธ.ก.ส.และออมสินลงไปในพื้นที่ เช่น ไปสอนเด็กทำบัญชีครัวเรือนในระดับหมู่บ้าน
นอกจากนั้น จะทำร่วมกับกระทรวงแรงงาน อบรมการหางาน พัฒนาอาชีพ กำลังคุยกับ รมว.แรงงานอยู่ว่าจะใช้ระบบที่มีอยู่แล้วในกระทรวง หรือจะดึงนอกระบบมาช่วยทำด้วย เบื้องต้นกระทรวงแรงงานมั่นใจว่ามีเครือข่ายที่จะดำเนินการได้เองระดับหนึ่ง เบื้องต้นมีผู้ที่พร้อมเข้าสู่การพัฒนาอาชีพแล้ว 3,000 คน
แนวคิดของเราไปไกลกว่านั้นอีกว่า อาจจะเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานอีกรอบ เมื่อมาขึ้นแล้วก็อาจมีการช่วยด้วยการทยอยโอนหนี้นอกระบบเข้ามาเพื่อเป็นโบนัสด้วย
นอกจากนี้ จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ทำการแปรสภาพกองทุน เชื่อว่าภายในประมาณ 1 เดือนก็น่าจะม
กรณ์ มองว่า หนี้ที่แก้ยากที่สุดคือหนี้ของคนจนในเมือง โดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งอาจมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะปัญหาด้านโครงสร้างค่าครองชีพและรายได้มันสูงมาก







