posttoday
เปิดปฏิบัติการแก้หนี้ ผุดเอเยนต์อุ้มรากหญ้า

เปิดปฏิบัติการแก้หนี้ ผุดเอเยนต์อุ้มรากหญ้า

18 สิงหาคม 2553

 ...ทีมข่าวการเงิน

 ...ทีมข่าวการเงิน

การเปิดตัวบัตร “ลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” ของกระทรวงการคลัง ถือเป็นการตีปี๊บบุกแหลกแก้ปัญหาที่กระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยมากที่สุดแบบครบวงจร

ที่ผ่านมามียอดลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 130 ธ.ค. 2552 และวันที่ 129 ม.ค. 2553 จำนวน 1,183,355 ราย จำนวนมูลหนี้ 122,672.19 ล้านบาท

เจรจาประนอมหนี้สำเร็จ 602,803 ราย เจรจาไม่สำเร็จจำนวน 182,862 ราย และยุติเรื่องจำนวน 397,690 ราย

ธนาคารและสถาบันการเงินชุมชนอนุมัติสินเชื่อแล้วจำนวน 412,741 ราย อยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 75,066 ราย

โดยลูกหนี้นอกระบบเดิมต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างต่ำ 5% ต่อเดือน เมื่อเข้ามาสู่ระบบของภาครัฐจะเหลือเพียง 1% ต่อเดือน ประหยัดดอกเบี้ยได้เดือนละ 5,0001 หมื่นบาท

หากลูกหนี้วินัยดีชำระตรงเวลา 12 เดือนต่อเนื่อง ธนาคารจะมีวงเงินสำรองฉุกเฉินให้ในเดือนที่ 13 ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรไปกดเอาเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของทุกธนาคารที่ร่วมโครงการ บัตรนี้ยังให้สิทธิการประกันชีวิตที่ทางธนาคารที่อนุมัติเงินกู้ได้จัดให้แก่ลูกหนี้ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า จากผู้ที่เข้าร่วมโครงการปรับหนี้นอกระบบและได้รับสินเชื่อกว่า 4 แสนราย น่าจะมีผู้ชำระหนี้ตรงตามกำหนด 12 เดือนต่อเนื่อง และสามารถได้รับวงเงินเบิกเกินบัญชีมาใช้ เพราะขณะนี้แบงก์เข้มงวดกับลูกหนี้มาก โดยบัตรวินัยดีมีวงเงินจะแจกจ่ายผู้ร่วมโครงการได้หมดภายในเดือน ก.ย.

รมว.คลังเชื่อว่าบัตรนี้จะช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องไปกู้นอกระบบอีก เพราะเมื่อครบ 12 เดือนสามารถเบิกมาใช้ได้เพิ่มอีก 50% ขณะที่แบงก์มีแนวคิดจะนำวิธีนี้มาใช้กับลูกหนี้ปกติของแบงก์ด้วย

แนวทางหลังจากที่ได้ขึ้นทะเบียนและหนี้นอกระบบรอบแรกเสร็จ กระทรวงการคลังยังมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าทำ 2 อย่าง คือ 1.เพิ่มศักยภาพให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ลงลึกไปในระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่คำถามคือสามารถทำภายในองค์กรได้หรือไม่ หรือมีอุปสรรค วัฒนธรรม ความคิด อาจต้องแยกส่วน เป็นแบงก์รากหญ้าโดยเฉพาะ หรือให้มีส่วนปฏิบัติการหรือบัญชีที่แยกออกมา

2.ทำเป็นไมโครไฟแนนซ์ แบบโฮลเซล หรือระบบตัวแทนเอเยนต์ในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่มีโครงสร้างของการรวมตัวระดับชุมชนที่ค่อนข้างพร้อมมาก มีทั้งกองทุนหมู่บ้านและสัจจะออมทรัพย์นับหมื่นราย ซึ่งได้มีการบริหารมากว่า 56 ปีแล้ว

“เราได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับสถานะกองทุนเหล่านี้เป็นนิติบุคคล ในส่วนที่ได้รับกองทุนอุดหนุนเงินโดยธนาคารของรัฐ โดยเบื้องต้นไม่อยากให้มีการฝากเงิน แต่ปล่อยกู้ได้อย่างเดียว มีดอกเบี้ยระดับที่ไม่สูงมากนัก” กรณ์ ระบุ

มีการวางกฎกติกาว่า รับเงินกู้จากแบงก์ไปแล้ว จะต้องควบคุมอย่างไร มีเงื่อนไขค้ำประกันลูกค้าอย่างไร อย่างนี้จะทำได้เร็วเพราะแทนที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ ก็ใช้กองทุนที่มีอยู่เดิม

“โจทย์ของเราคือ เอาผู้ตามหนี้ ผู้ปล่อยกู้มาเป็นเอเยนต์ให้แบงก์ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังคุยกับทางแบงก์อยู่ ลักษณะเป็นเอเยนต์ บุคคลและสหกรณ์ ส่วนธนาคารจะเป็นผู้คอยตรวจเช็ก ตามกติกาที่กำหนดไว้ เหมือนตัวแทนประกันชีวิต หรือขายตรง” กรณ์ ระบุ

ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีจำนวน 8 หมื่นกองทุน ขณะที่กองทุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ของกระทรวงมหาดไทยมี 2.9 หมื่นหมู่บ้าน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกองทุนรวมต่างๆ ที่กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ เช่น กองทุนส่งเสริมการเลี้ยงโค เป็นต้น

รมว.คลัง ระบุว่า ขณะนี้แบงก์ยังขาดท่อที่จะส่งเข้าไปยังผู้ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินในต่างจังหวัด จึงมีผู้ที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือสินเชื่ออีกมาก

ดังนั้น การต่อท่อเข้าไปต้องดูให้เข้ากับวัตถุประสงค์ เราไม่ได้จำกัดเงื่อนไขมากนักแต่อยากให้ชาวบ้านได้ใช้เงินเพื่อไปประกอบธุรกิจ และให้กับคนที่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ในจำนวนที่คนคนนั้นจะรับภาระได้

หลังจากนี้อาจมีโครงการที่กระทรวงการ คลังทำร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชน และดึง ธ.ก.ส.และออมสินลงไปในพื้นที่ เช่น ไปสอนเด็กทำบัญชีครัวเรือนในระดับหมู่บ้าน

นอกจากนั้น จะทำร่วมกับกระทรวงแรงงาน อบรมการหางาน พัฒนาอาชีพ กำลังคุยกับ รมว.แรงงานอยู่ว่าจะใช้ระบบที่มีอยู่แล้วในกระทรวง หรือจะดึงนอกระบบมาช่วยทำด้วย เบื้องต้นกระทรวงแรงงานมั่นใจว่ามีเครือข่ายที่จะดำเนินการได้เองระดับหนึ่ง เบื้องต้นมีผู้ที่พร้อมเข้าสู่การพัฒนาอาชีพแล้ว 3,000 คน

แนวคิดของเราไปไกลกว่านั้นอีกว่า อาจจะเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานอีกรอบ เมื่อมาขึ้นแล้วก็อาจมีการช่วยด้วยการทยอยโอนหนี้นอกระบบเข้ามาเพื่อเป็นโบนัสด้วย

นอกจากนี้ จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ทำการแปรสภาพกองทุน เชื่อว่าภายในประมาณ 1 เดือนก็น่าจะม

กรณ์ มองว่า หนี้ที่แก้ยากที่สุดคือหนี้ของคนจนในเมือง โดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งอาจมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะปัญหาด้านโครงสร้างค่าครองชีพและรายได้มันสูงมาก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน