
สินมั่นคงสินไหมพุ่ง2.8พันล.
สินมั่นคงประกันภัย เผยครึ่งปีแรกจ่ายค่าสินไหมเพิ่มขึ้น 8.4% ด้านยอดขาย ทำกำไรแผ่ว ด้านเทเวศประกันเพิ่มบริการเคลมผ่านแอพ
สินมั่นคงประกันภัย เผยครึ่งปีแรกจ่ายค่าสินไหมเพิ่มขึ้น 8.4% ด้านยอดขาย ทำกำไรแผ่ว ด้านเทเวศประกันเพิ่มบริการเคลมผ่านแอพ
นายเรืองเดช ดุษฏีสุรพจน์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 2,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% ส่วนเบี้ยประกันภัยรับมี 4,623 ล้านบาท ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 4,166 ล้านบาท ลดลง 7% เบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด 356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เบี้ยประกันอัคคีภัย 96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% และเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 4 ล้านบาทใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน ทำให้มีกำไรสุทธิ 480 ล้านบาท ลดลง 2.8%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ที่ 504% จากที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 140% โดยในงบครึ่งปีแรกบริษัทมีรายการคดีที่ถูกฟ้องร้องจากการเป็นผู้รับประกันภัยโดยมีทุนทรัพย์ถูกฟ้องเป็นจำนวนประมาณ 998 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีที่เกิดเมื่อปี 2558 แต่ผลของการพิจารณาคดียังไม่สิ้นสุด โดยบริษัทได้บันทึกสำรองเผื่อผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นประมาณ 212 ล้านบาท และเชื่อว่าการตั้งสำรองเผื่อผลเสียหายดังกล่าวเพียงพอแล้ว
นายชาติชาย ชินเวชกิจวานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเวศประกันภัย กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก เพื่อเปิดตัวบริการใหม่บนแอพพลิเคชั่น “Claim di” เป็นบริการ “ชนเล็ก เชคแล้วแยก” (Knock for Knock) เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุสามารถแลกข้อมูลประกันกับคู่กรณีและแยกย้ายได้ทันทีไม่ต้องรอพนักงานเคลม และบริการ “I Lert you” ที่ให้แจ้งอุบัติเหตุโดยกดส่งพิกัด GPS ของรถ มาที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ เพิ่มความแม่นยำในการส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ จะเริ่มให้บริการได้ในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้
สำหรับผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 2,562 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ 1,532 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของก่อน 2% เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว บริษัทมีเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิจากการประกันภัยต่อ รวมกับรายได้ค่าจ้างและค่าบำเหน็จ 1,644 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานด้านลงทุน บริษัทมีรายได้จากการลงทุนสุทธิ 71 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 6.8 ล้านบาท หรือ 9% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2.21 บาท โดยมีสินทรัพย์รวม 16,310 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 13,782 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท







