posttoday
มองผ่านวัยเกษียณกับการออมของคนรุ่นใหม่

มองผ่านวัยเกษียณกับการออมของคนรุ่นใหม่

18 สิงหาคม 2559

โดย...สมิทธ์ พนมยงค์

โดย...สมิทธ์ พนมยงค์

เมื่อวันก่อนมีพี่ที่รู้จักซึ่งใกล้เกษียณ มาขอคำปรึกษาว่าจะจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรในยามที่ไม่มีรายได้ประจำแล้ว พี่ท่านนี้เป็นระดับบริหาร มีรายได้ค่อนข้างสูง และยังเป็นคนประหยัด ประกอบกับมีวินัยการออมจึงมีเงินเก็บมากพอสมควร มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีทั้งหุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกัน รวมกันแล้วก็กว่า 40 ล้านบาท ถ้ามาตรฐานคนทั่วไปก็เรียกว่าอยู่ได้สบายๆ

แต่พี่ท่านนี้ต้องกันส่วนหนึ่งไว้ให้ลูก 2 คนเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ (ซึ่งก็เหมาะสมตามฐานะ) โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนปีละ 2.5 ล้านบาท เวลา 2 ปี รวม 10 ล้านบาทแล้ว เหลือจริงๆ ประมาณ 30 ล้านบาท หากนำไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยประมาณ 1.2% ต่อปี ก็จะได้ปีละ 3 แสนกว่าบาท หรือเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งก็น่าจะพออยู่ไหวสำหรับ 2 คนตายาย แต่ถ้าเทียบกับก่อนเกษียณที่เคยได้เกือบเดือนละ 2 แสนบาท อำนาจซื้อก็จะหายไปพอสมควร และที่เห็นมากในยุคนี้ คือ สมัยนี้พอเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนไม่พอใช้ ยังต้องพึ่งพ่อแม่อีกหลายปี ครอบครัวนี้ต้องได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลอย่างน้อยกว่า 6 หมื่นบาท/เดือน ถึงจะทำให้ใช้ชีวิตที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ถ้าจะอยู่สบายหน่อยก็อาจต้องรับงานเพิ่ม

ผมว่าพี่ท่านนี้ยังโชคดีเพราะมีวินัยการออมที่ดี สินทรัพย์ที่มีอยู่หากลงทุนให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 2.5% ขึ้นไป ก็ตอบโจทย์ของเขาแล้ว ซึ่งสภาวะของตลาดในปัจจุบันก็ทำได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงมากเกินไป

ในกรณีนี้ผมก็แนะนำให้พี่เขาปรับสัดส่วนการลงทุนโดยเพิ่มหุ้นกู้ของบริษัทดีๆ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนผสมที่เน้นรายได้สม่ำเสมอ เช่น กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลอินคัมพลัส โดยกระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ตัว เมื่อคำนวณว่าปันผลและดอกเบี้ยที่ได้รับเพียงพอแล้ว ส่วนที่เหลือจึงไปลงกองหุ้นบ้างเล็กน้อย

สาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาเขียนบทความนี้ ก็เพราะคนส่วนใหญ่มีเงินเก็บไม่ถึง 10 ล้านบาทในยามเกษียณ ถ้าต้องการใช้เดือนละ 3 หมื่นบาท ก็ต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 3.6% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ปัจจุบันไม่ถึง 2% จึงทำให้ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น

ประกอบกับการแพทย์สมัยใหม่ทำให้อายุยืนขึ้น เราจึงต้องมีเงินหลังเกษียณเพื่อรองรับจำนวนปีที่ยาวขึ้นด้วย ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่กลับมีการออมลดลง โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen X ที่ออมน้อยกว่ารุ่น Baby Boomer มาก โดย Gen Y ออม 22% และ Gen X ออม 35% ของรายได้

ผมได้ลองทำแบบจำลองว่า เด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นที่ 1.5 หมื่นบาท ทำงานไปจนเกษียณอายุ 60 ปี ได้เงินเดือนขึ้นทุกปี ปีละ 5.5% ก่อนเกษียณจะได้รับเงินเดือนประมาณ 1 แสนบาท ถ้าคน GenY นี้ออม 22% ของรายได้ทุกๆ เดือน และเงินออมนั้นลงทุนได้ผลตอบแทนประมาณ 3% ต่อปี (ดีกว่าเงินฝากและพันธบัตรในปัจจุบัน) เขาจะมีเงินออมตอนเกษียณประมาณ 7.2 ล้านบาท เหนื่อยแน่ครับยามเกษียณ แต่ถ้าอยากได้เงินออม 10 ล้านบาท ก็ต้องเสี่ยงเพิ่มด้วยการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งถ้าจะทำให้ได้ในสภาวะตลาดปัจจุบันเช่นนี้ คนนั้นต้องมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนต่างๆ กว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ต

ฟังอย่างนี้แล้วคงไม่มีใครอยากเดือดร้อนในยามแก่ เริ่มออมกันวันนี้เพื่อชีวิตที่มีสุขในวันหน้ากันเถอะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน