
ลาวมุ่งปลดล็อกลงทุน
สปป.ลาวเร่งเครื่องปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม ใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนต่างชาติ พร้อมจับมือไทยดันการพัฒนาศักยภาพแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ
สปป.ลาวเร่งเครื่องปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม ใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนต่างชาติ พร้อมจับมือไทยดันการพัฒนาศักยภาพแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ
นางพิมล ปงกองแก้ว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายพาณิชย์) ประจำกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนจากหลายประเทศเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวียงจันทน์-โนนทอง และเขตเศรษฐกิจสะหวัน-เซโน ที่มีนักลงทุนต่างชาติกว่า 30 บริษัทเข้าไปลงทุนแล้ว ซึ่งรัฐบาล สปป.ลาวตั้งเป้าที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีก 25 แห่ง ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมีอยู่ 11 แห่ง โดยหวังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาล สปป.ลาว ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพแรงงานท้องถิ่น โดยยกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศ และเพื่อสร้างจุดแข็งและแก้ไขข้อบกพร่องด้านแรงงานคุณภาพต่ำของ สปป.ลาว โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานกับไทยด้วย
ขณะเดียวกัน รัฐบาล สปป.ลาว มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับไทยในการพัฒนาฝีมือแรงงานมาก รวมทั้งการหารือเรื่องความเชื่อมโยงในภูมิภาคและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวข้ามแดนระหว่างกัน ซึ่ง สปป.ลาวได้พยายามอย่างมากที่จะผลักดันให้หลุดจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (แลนด์ล็อก) มาเป็นแลนด์ลิงก์
สำหรับเม็ดเงินลงทุนใน สปป.ลาวขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากจีนจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาล สปป.ลาวมีความพยายามดึงการลงทุนจากประเทศอื่นเข้า เพื่อลดการพึ่งพิงจีนลง โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษใน สปป.ลาวมากที่สุด ได้แก่ จีน ถึง 95 บริษัท รองลงมาคือ ไทย 17 บริษัท ญี่ปุ่น 14 บริษัท เวียดนาม 5 บริษัท และมาเลเซีย 5 บริษัท
“รัฐบาลลาวไม่ต้องการพึ่งเม็ดเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะที่ไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง น่าจะเป็นทางออกของปัญหานี้ได้ดี” นางพิมล กล่าว
สำหรับมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ในปี 2558 มีมูลค่าราว 1.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.21% แบ่งเป็นการส่งออก 1.18 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.59% และนำเข้า 3.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.46% และในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 2559) มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 8.21 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นส่งออก 5.81 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.64% ขณะที่มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท







