posttoday
แสวงหาผลตอบแทนจากไฮยิลด์บอนด์

แสวงหาผลตอบแทนจากไฮยิลด์บอนด์

17 สิงหาคม 2559

ปี 2559 เป็นอีกปีหนึ่งที่การลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากตลาดเกิดความผันผวนสูงจากข่าวดีและร้าย ตั้งแต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันที่ผันผวน การเพิ่มมาตรการ QQE และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรป และแผนการเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนในยุโรป ล่าสุดคือผลประชามติของอังกฤษในการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ BREXIT ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปี ความผันผวนในตลาดยังคงมีอยู่ต่อไป จากความไม่แน่นอนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจหลังเกิด BREXIT  

ปี 2559 เป็นอีกปีหนึ่งที่การลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากตลาดเกิดความผันผวนสูงจากข่าวดีและร้าย ตั้งแต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันที่ผันผวน การเพิ่มมาตรการ QQE และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรป และแผนการเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนในยุโรป ล่าสุดคือผลประชามติของอังกฤษในการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ BREXIT ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปี ความผันผวนในตลาดยังคงมีอยู่ต่อไป จากความไม่แน่นอนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจหลังเกิด BREXIT  

สำหรับนักลงทุนที่มีแผนการลงทุนระยะยาวและยอมรับความผันผวนของราคาในตลาดหุ้นได้ เป็นโอกาสดีในการเลือกลงทุนหุ้นที่มีศักยภาพหรืออาจหันไปเน้นลงทุนหุ้นที่ให้ปันผลสูงหรือลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

แต่แน่นอนว่านักลงทุนอีกส่วนหนึ่งยังรับมือกับความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ และยังคงลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าอย่างตราสารหนี้ ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ไดเร็ค ระบุว่า ในครึ่งปีแรกกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง/ยาวของไทยมีเงินไหลเข้ามากสุดถึง 1.14 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนรวมทุกประเภท ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุ โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.54% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.50%)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวหาได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่อุบัติไปทั่วโลก ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่ารวมพันธบัตรทั่วโลก ให้อัตราผลตอบแทนติดลบหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “นักลงทุนที่ถือพันธบัตรดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ ยอมจ่ายเงินให้ลูกหนี้อย่างรัฐบาล แทนที่จะได้รับดอกเบี้ยจากการปล่อยเงินกู้เหมือนปกติ” ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งเพิ่มมาตรการ QE และลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม Search-for-yield ขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนในการลงทุน   

แม้แต่การลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ก็มีอัตราผลตอบแทนต่ำลงเช่นเดียวกัน โดยเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัท Unilever ในยุโรปสามารถออกหุ้นกู้อายุ 4 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 0% ได้สำเร็จ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าอนาคตอาจเห็นหุ้นกู้เอกชนที่ให้อัตราผลตอบแทนติดลบเฉกเช่นพันธบัตรรัฐบาล บ่งชี้ว่าการลงทุนในตลาดตราสารหนี้รูปแบบเดิมคือพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีระดับน่าลงทุน (Investment Grade Bond) ไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการผลตอบแทนได้อีก

ดังนั้นแล้ว ทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่ยังต้องการลงทุนในตราสารหนี้ และสามารถรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ก็คือการลงทุนใน High Yield Bond

High Yield Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน (Investment Grade) หรือต่ำกว่า BBB- ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือจะถูกจัดโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เป็นที่ยอมรับ และถือเป็นตัวสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้คืนของแต่ละบริษัท ทำให้การลงทุนใน High Yield Bond ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment grade รวมทั้งต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป และบางช่วงเวลาอาจสูงเท่าหุ้นสามัญได้ แต่หากบริษัทผู้ออกตราสารยังสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจนถึงวันครบกำหนดชำระคืนของหุ้นกู้ นักลงทุนก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ซึ่งต่างจากการลงทุนในหุ้นปันผลที่มิได้ระบุอัตราเงินปันผลแน่นอน แต่ขึ้นกับผลประกอบการแต่ละช่วง

ทั้งนี้ อันดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุนนั้น มิได้หมายความว่าบริษัทที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง หรือใกล้จะล้มละลาย บางส่วนอาจเป็นบริษัทที่เคยอยู่ใน Investment Grade แต่ประสบปัญหาบางประการจนกระทบต่อผลประกอบการ จนถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง หรือที่เรียกว่า Fallen Angel บางบริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการจนกลับมาเติบโต และได้รับการปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นสู่ Investment Grade อีกครั้ง หรือบางส่วนอาจจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก (SME) ที่มีศักยภาพ แต่ไม่เป็นที่รู้จักในตลาดการเงินมาก่อน หรืออาจเป็นบริษัทในธุรกิจใหม่ ซึ่งมีความสามารถและโอกาสที่จะเติบโตกลายเป็นบริษัทชั้นนำในอนาคต

นอกจากนี้ การผิดนัดชำระหนี้ยังแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม อย่างเช่นในช่วงต้นปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของอุตสาหกรรมน้ำมันเพิ่มขึ้นแตะ 15%  อุตสาหกรรมสำรวจและขุดเจาะน้ำมันสูงถึง 29% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ยังทรงตัวในระดับเดิม ทำให้อัตราการผิดนัดเฉลี่ยของ High Yield Bond ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 4.9% ซึ่งยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่ 4% ทั้งนี้ภายหลังเกิด BREXIT ทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มดำเนินมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป (หรืออาจเพิ่มมาตรการ QE หรือปรับลดดอกเบี้ยลงอีกสำหรับบางประเทศ) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถอยกลับสู่ภาวะหดตัวอีกครั้ง จึงอยู่ในระดับต่ำ ช่วยให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของ High Yield Bond โดยรวม ไม่เร่งตัวสูงเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

ด้านมุมมองของผลตอบแทน สิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงในการลงทุน High Yield Bond ก็คือ อาจเกิดภาวะขาดทุนจากราคาได้ แต่การขาดทุนดังกล่าวจะลดลงตามระยะเวลาลงทุน ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 5 และ 10 ปี ของดัชนี BofA Merill Lynch Global High Yield Bond มีการขาดทุนด้านราคาที่ -1.95% และ -1.39% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่จ่ายรายปีอยู่ในระดับสูง 7-8% ถือเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน และสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ที่มีระดับน่าลงทุน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ที่สูง ทำให้การลงทุนใน High Yield Bond จำต้องใช้การวิเคราะห์ในแต่ละบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน และควรกระจายการลงทุนทั้งในรายบริษัทผู้ออกตราสาร และรายอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวให้มากที่สุด เหล่านี้คือข้อจำกัดสำหรับการลงทุนด้วยตนเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค