posttoday
กลุ่มขนส่งทางอากาศไตรมาส 2 ขาดทุน

กลุ่มขนส่งทางอากาศไตรมาส 2 ขาดทุน

18 สิงหาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2553 กลุ่มขนส่งทางอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ดูดีกว่าบริษัท การบินไทย (THAI) เพราะเหตุผลทางภาษีทั้งคู่ หากหักรายการพิเศษออก ทั้งสองบริษัทยังขาดทุน

ไตรมาส 2 ปีนี้ THAI มีกำไรสุทธิ 1,552 ล้านบาท ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เพราะมีภาษีจ่ายสูงเกินคาด มีกำไรจากค่าเงิน 4,400 ล้านบาท และค่าปรับส่งมอบเครื่องบินล่าช้าอีก 336 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษจะมีขาดทุนปกติที่ 3,498 ล้านบาท รวมงวดครึ่งแรกปีนี้มีกำไรปกติที่ 1,586 ล้านบาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดไตรมาส 3 จะพลิกกลับมามีกำไรปกติและเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ประเมินราคาเหมาะสมที่ 38.25 บาท จากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) และปรับคำแนะนำลงเป็น ซื้อเมื่ออ่อนตัว

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ได้รวมการเพิ่มทุนจำนวน 2 หมื่นล้านบาทไว้ในประมาณการกำไรแล้ว โดยสมมติให้มีหุ้นเพิ่มทุนใหม่จำนวน 667 ล้านหุ้น ที่ราคา 30 บาท/หุ้น เทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 39.75 บาท/หุ้น สมมติฐานจึงดูเหมือนว่าจะระมัดระวังเกินไป ราคาหุ้นเพิ่มทุนที่สูงขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากการเพิ่มทุน (Dilution Effect) ซึ่งจะทำให้ราคาเป้าหมายสูงขึ้น ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาหลังเกิด Dilution Effect ที่ 42 บาท/หุ้น

ผู้บริหาร THAI คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ โดย Cabin Factor ต้นเดือน ก.ค. อยู่ที่ 75% และเนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารจึงคาดว่าจำนวนผู้โดยสารของบริษัทน่าจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับปกติได้ทันในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ระดับคุ้มทุนของ THAI อยู่ที่ระดับ Cabin Factor ที่ราว 70% ดังนั้นหาก Cabin Factor สามารถยืนอยู่ที่ระดับ 75% ได้ในช่วงไตรมาส 3 ผลการดำเนินงานของบริษัทจึงน่าจะสามารถกลับมามีกำไรได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

ด้าน AOT รายงานกำไรปกติงวดไตรมาส 3 ปี 2553 จำนวน 360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 347% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 70% จากไตรมาส 2 ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด กำไรที่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากการมีรายการกลับค่าใช้จ่ายภาษีเนื่องจากมีผลขาดทุนในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นสาเหตุให้ AOT จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ต.ค.2552มี.ค.2553) ที่ชำระไว้ต่อกรมสรรพากรมีจำนวนสูงไป ขณะที่กำไรลดลงจากไตรมาส 2 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วง Low Seasons และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงจากการเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในกรุงเทพฯ ซึ่งหากรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 743 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนจำนวน 135 ล้านบาท AOT จะมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 516 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 3 จากที่มีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 ปีก่อนจำนวน 1,300 ล้านบาท และ 1,800 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553

ถึงแม้ว่าจำนวนผู้โดยสารจะลดลงราว 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้งวดไตรมาส 3 ปีนี้ยังคงโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจำนวนเที่ยวบินที่เติบโต 5.9% และการให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงอากาศยานที่ลดลงมาอยู่ที่ 15% ในช่วงไตรมาส 3 จาก 30% ในช่วงไตรมาส 3 ปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นช่วง Low Seasons และได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในกรุงเทพฯ จึงทำให้จำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารลดลงราว 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 28.5% จากไตรมาส 2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รายได้ของ AOT ลดลง 23% จากไตรมาส 2

เนื่องจากมีหนี้จากการดำเนินงานที่สูงและมีค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นจึงลดลงมาอยู่ที่ 36.5% ในช่วงไตรมาส 3 จาก 38.8% ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2552 และ 1.5% ในช่วงไตรมาส 2

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต อาจจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรสำหรับปีนี้ขึ้น เนื่องจากกำไรปกติในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้คิดเป็น 113% ของประมาณการกำไรทั้งปี แต่ยังคงประมาณการกำไรปี 2554 ไว้เหมือนเดิม เนื่องจากคาดไว้อยู่แล้วว่าจำนวนผู้โดยสารในปี 2554 จะฟื้นตัวแข็งแกร่ง ผลักดันกำไรปกติของ AOT ให้เติบโต 74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้

ดังนั้นจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายที่ 45 บาท/หุ้น

ทั้งนี้ ซิตี้กรุ๊ปได้นำเสนอข้อมูลของ AOT ให้กับนักลงทุนภูมิภาคอาเซียนของซิตี้กรุ๊ปเมื่อวันที่ 1112 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมาว่า เดือน ก.ค. จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 7.4% เท่ากับผลกระทบจากการเมืองได้ฉุดผลประกอบการระยะสั้นเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนอนุมัติเงินสนับสนุน AOT 300 ล้านบาท และเงินชดเชยเกือบ 700 ล้านบาท สำหรับเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิปี 2551 และการส่งเสริมการท่องเที่ยวปี 2552

AOT ตั้งสมมติฐานจากปี 2552 ที่จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินเท่ากับ 40.5 ล้านคน/ปี และ 57 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ผู้บริหาร AOT คาดว่ามีสองทางเลือกที่จะเพิ่มการจราจรทางการบินคือ เปิดใช้สนามบินดอนเมืองอีกครั้งเพื่อบินภายในประเทศและเป็นการขนส่งสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ และสร้างสถานีที่สองของสนามบินสุวรรณภูมิที่ใช้ต้นทุนก่อสร้าง 6.25 หมื่นล้านบาท โดย 72% ใช้กระแสเงินสดหมุนเวียน และ 28% เป็นการกู้เงิน ทั้งนี้คาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะตัดสินใจให้มีการศึกษาในเดือน ก.ย.ปีนี้ และตัดสินใจขยายโครงการนี้

ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาโครงการทั้งในสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ที่จะมีโครงการก่อสร้างโรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์แสดงสินค้า สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิ และศูนย์ซ่อมแซมเครื่องบิน เขตสินค้าปลอดภาษีสำหรับสนามบินดอนเมือง

AOT คาดว่าสถานีสำหรับเครื่องบินส่วนตัวที่ดอนเมืองจะใช้งบประมาณเพิ่ม 7 ล้านบาท/ปี ใน 5 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน