
ธปท.จับตาหนี้เสียแบงก์รัฐ
ธปท.จับตาเอ็นพีแอลแบงก์รัฐใกล้ชิด ยันยังอยู่ในระดับที่ดูแลจัดการได้ เดือน เม.ย.ปีนี้หนี้เสียโตแซงสินเชื่อ โดยหนี้เสียอยู่ที่ 5.9% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อโตแค่ 4.4%
ธปท.จับตาเอ็นพีแอลแบงก์รัฐใกล้ชิด ยันยังอยู่ในระดับที่ดูแลจัดการได้ เดือน เม.ย.ปีนี้หนี้เสียโตแซงสินเชื่อ โดยหนี้เสียอยู่ที่ 5.9% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อโตแค่ 4.4%
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เท่าที่ติดตามดูระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาพรวมของระบบสถาบันการเงิน
เฉพาะกิจของรัฐ หรือธนาคารรัฐ พบว่ามีแนวโน้มขยับขึ้นบ้าง ทั้งนี้ หากดูในแต่ละธนาคาร เอ็นพีแอลยังมีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง แต่ส่วนใหญ่เอ็นพีเอ็นจะเป็นไปตามฤดูกาล เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตก็จะมีการมาจ่ายหนี้คืนมาก แต่พอถึงฤดูการเพาะปลูกก็จะมาขอสินเชื่อใหม่ทำให้เอ็นพีแอลขึ้นลงตามฤดูกาล
“ส่วนธนาคารรัฐอื่นๆ อาจมีเอ็นพีแอลเพิ่มบ้าง อย่างในกลุ่มสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรายย่อยส่วนบุคคล เป็นต้น ทำให้เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐรวมแล้ว มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อรวม ถามว่าเอ็นพีแอลในระดับนี้น่าห่วงหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ ธปท.ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เป็นเอ็นพีแอลในระดับที่ยังอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการได้อยู่” นายรณดล กล่าว
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาพรวมผลการดำเนินงานของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ล่าสุด ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาว่า สินเชื่อทั้งระบบมียอดคงค้างอยู่ที่ 4.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวที่ 4.4% ชะลอลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ขยายตัว 5% แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ด้านสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินรัฐทั้งระบบมีรวม 2.51 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.9% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีสัดส่วน 5.8% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ที่เป็นการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 3 เดือนนั้น โดยรวมมียอดอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของสินเชื่อรวม
ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มีสัดส่วน 3.3%
สำหรับเงินฝากของสถาบันการเงินรัฐทั้งระบบมี 4.26 ล้านล้านบาท ขยายตัว 8% เป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่โต 3.6% ส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) โดยเฉลี่ยของทุกธนาคารอยู่ที่ 12.2% สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.5%
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ากำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) โดยครอบคลุมถึงการออกเกณฑ์ในการกำกับดูแล การตรวจสอบตามความเหมาะสมของผู้บริหาร การติดตามและตรวจสอบ รวมถึงสั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐแก้ไขปัญหา เพื่อให้การกำกับดูแล SFIs มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และป้องกันเกิดปัญหาการใช้ SFIs ดำเนินการที่ไม่เหมาะสม







