
ซีพีเอ็นยึดประตูภาคใต้
ทุ่ม3,000ล้านเปิดที่สุราษฎร์ฯ ชูภาพศูนย์การค้าสไตล์รีสอร์ต
โพสต์ทูเดย์
— ซีพีเอ็น กำเงินสดกว่า 3,000 ล้าน ผุดศูนย์การค้าสไตล์รีสอร์ตแห่งแรกที่สุราษฎร์ฯ หวังยึดฮับเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒา หรือซีพีเอ็น ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบลงทุนจากสภาพคล่องและกองทุนซีพีเอ็นไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท พัฒนาศูนย์การค้าโดยบริษัทลงทุนเองเป็นแห่งแรกในภาคใต้ ภายใต้โครงการ
“เซ็นทรัล พลาซา สุราษฎร์ธานี” รูปแบบไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ ขนาด 1.2 แสน ตร.ม. บนที่ดิน 62 ไร่ โดยจะเปิดบริการเดือน เม.ย. 2555 คาดว่าใช้ระยะเวลาคืนทุน 8 ปีสำหรับโครงการศูนย์การค้าดังกล่าว ได้นำนวัตกรรมมาใช้ร่วมกับการออกแบบภายใต้แนวคิด
“เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต” หรือมอร์ รีวอร์ดดิง เอกซ์พีเรียนซ์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายจากสินค้าและบริการในแห่งเดียว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ มากขึ้นแนวคิดดังกล่าวจะสะท้อนผ่านการออกแบบศูนย์การค้าที่เน้นสร้างความเพลิดเพลินในการใช้เวลาจับจ่ายสินค้าของลูกค้าภายในศูนย์การค้า จากบรรยากาศศูนย์การค้าสไตล์รีสอร์ต
“
ทำเลที่ตั้งยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะ จ.สุราษฎร์ธานี ถือเป็นศูนย์กลาง หรือฮับการเดินทางของภาคใต้ ทั้งทางอากาศ รถยนต์ รถไฟ เรือ จึงเป็นการรองรับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั่วโลก และประชากรในพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูง ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญทางการตลาดของซีพีเอ็น” นายกอบชัย กล่าวสำหรับที่ดินกว่า 62 ไร่ จะแบ่งการพัฒนาโครงการเป็นเฟสแรก พัฒนาเป็นศูนย์การค้าพื้นที่ 42 ไร่ และที่เหลืออีก 20 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาในเฟสต่อไป ซึ่งในช่วง 23 ปีหลังเปิดบริการศูนย์การค้า จะศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้าในขณะนั้น โดยเป็นไปได้ที่จะลงทุนโรงแรมเพื่อให้สอดคล้องกับศูนย์การค้าสไตล์รีสอร์ต
พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่อง อาทิ สาขาพระราม 9 สาขาเชียงใหม่ โครงการที่ 2 สาขาอุดรธานี ส่วนโครงการสวนลุมไนท์บาซาร์อยู่ในกระบวนการของการจัดการพื้นที่ระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และผู้เช่าเดิม คาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ให้ซีพีเอ็นได้ภายในปีหน้า
ขณะเดียวกันในฐานะประธานสมาคมศูนย์การค้าไทย ได้เตรียมหารือกับสมาชิกศูนย์การค้าต่างๆ ภายในสัปดาห์นี้ ถึงแนวทางจำหน่าย น้ำดื่มและอาหารตามนโยบายขอความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหารือกับซัพพลายเออร์ในเรื่องของต้นทุน เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายจะให้ความร่วมมือจำหน่ายน้ำดื่มในราคาไม่เกิน 7 บาท และเมนูอาหารราคาประหยัด เป็นต้น







