posttoday
สัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแอ หนี้เสียบวม กำไรแบงก์หด

สัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแอ หนี้เสียบวม กำไรแบงก์หด

12 สิงหาคม 2559

ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและเติบโตได้ต่ำ เริ่มส่งผลกระทบต่อทิศทางการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้ขยายตัวต่ำ โดยสินเชื่อธุรกิจผู้ประกอบการมีความจำเป็นในการใช้เงินกู้ลดลง ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคครัวเรือน ที่มีความต้องการกู้สูง แต่ธนาคารกลับระมัดระวังการให้กู้ เพราะสัญญาณหนี้เสียยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียใหม่ (Re-Entry) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น เพิ่มภาระในการกันสำรองหนี้ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิลด

ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและเติบโตได้ต่ำ เริ่มส่งผลกระทบต่อทิศทางการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้ขยายตัวต่ำ โดยสินเชื่อธุรกิจผู้ประกอบการมีความจำเป็นในการใช้เงินกู้ลดลง ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคครัวเรือน ที่มีความต้องการกู้สูง แต่ธนาคารกลับระมัดระวังการให้กู้ เพราะสัญญาณหนี้เสียยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียใหม่ (Re-Entry) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น เพิ่มภาระในการกันสำรองหนี้ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิลด

ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความต้องการสินเชื่อที่ยังอ่อนแอ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปีนี้โตต่ำที่ 3.3% จากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นระดับเดียวกับไตรมาสก่อน ซึ่งถือว่าต่ำในรอบหลายปี แต่ครึ่งหลังของปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้ทั้งปีสินเชื่อน่าจะโตได้ 3-4% ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)

อย่างไรก็ดี ธนาคารมักจะกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อรวมไว้สูงกว่าการเติบโตของจีดีพี แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารส่วนใหญ่เริ่มกำหนดเท่ากับการขยายตัวของจีดีพีเท่านั้น 

ทั้งนี้ การขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาส 2 พบว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วน 67.9% ของสินเชื่อรวม โต 2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากไตรมาสก่อนโต 1.9% เป็นการเพิ่มจากสินเชื่อเพื่อซื้อกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นสำคัญ สินเชื่อภาคบริการจาก 10.4% เป็น 13.1% ภาคการก่อสร้างโตจาก 9% เป็น 13.8% ภาคธุรกิจการเงินโตจาก 4.3% เป็น 11.5% ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลงจาก 3.7% เป็นติดลบ 1% ภาคอุตสาหกรรม จากที่ติดลบ 2% เป็นติดลบ 4.8%เพราะผู้ประกอบการยังไม่มีความต้องการใช้เงิน เห็นได้จากข้อมูลวงเงินกู้ (เครดิตไลน์) ที่ธนาคารเปิดไว้ให้ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ใช้ไม่เต็ม ยังมีวงเงินเหลือเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งมีสัดส่วน 32.1% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่อง จาก 6.5% เหลือ 6% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากครัวเรือนยังไม่มั่นใจในการใช้จ่าย ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการขยายสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะในสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน

ทั้งนี้ สินเชื่ออุปโภคบริโภค แบ่งเป็น 1) สินเชื่อที่อยู่อาศัยโต จาก 9.3% ในไตรมาสแรกเป็น 9% ซึ่งยังขยายตัวได้ดี แม้จะชะลอลงหลังสิ้นสุดมาตรการรัฐในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา 2) สินเชื่อรถยนต์ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม จาก 1.7% เป็น 1.6% สอดคล้องกับตลาดรถยนต์ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 3) สินเชื่อส่วนบุคคล จาก 5.8% ในไตรมาสแรก เหลือ 3.7% และ 4) บัตรเครดิต จาก 5.4% เพิ่มเป็น 6.3% เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ “ช็อปช่วยชาติ” ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอี ยังขยายตัวได้จากไตรมาสแรกที่ 3.1% เพิ่มเป็น 3.5% เพราะได้ภาคการท่องเที่ยวที่โตดีมีมาช่วยหนุน บวกกับรัฐมีมาตรการเข้ามาช่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความ
เชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นบ้าง ส่งผลดีต่อยอดขาย อย่างไรก็ดี หากปีนี้จีดีพีโต 3% คงไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายนักต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะต่อไป

“ครึ่งปีหลังนี้น่าจะโตได้ดีขึ้นบ้าง น่าจะโตได้มากสุดในไตรมาส 3 นี้” ดอน กล่าว

ดอน กล่าวต่อว่า ในแง่คุณภาพหนี้ ไตรมาส 2 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 3.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.63 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลที่ยังไม่กันสำรอง เพิ่มจาก 2.64% ของสินเชื่อรวม เป็น 2.72% สาเหตุหลักมาจากหนี้เสียที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียอีก (Re-Entry) ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเอสเอ็มอี ส่วนรายละเอียดและปริมาณของ Re-Entry ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ขณะที่เอ็นพีแอลใหม่โดยรวมก็ยังเพิ่มขึ้น แต่ในอัตราที่ชะลอลง

ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลังนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งจาก Re-Entry และเอ็นพีแอลใหม่ แต่ไม่น่าห่วง เพราะธนาคารมีการกันสำรองที่สูง จึงไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและเศรษฐกิจในภาพรวม เพียงแต่หากหนี้เสียยังเพิ่มขึ้นจะสร้างภาระการกันสำรองหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิของธนาคารลดลงได้

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ที่เป็นการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 3 เดือน เริ่มลดลง จากไตรมาสแรกมี 2.26% ของสินเชื่อรวม เหลือ 2.17% ในไตรมาส 2
ขณะที่การอนุมัติสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อภาคธุรกิจมีการอนุมัติ 69% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรกที่ 72% ส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคมียอดการอนุมัติ 53% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสแรกที่ 50%

สำหรับ กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.09 หมื่นล้านบาท ลดลง 4.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะมีการกันสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลง และสินเชื่อชะลอตามเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิที่ลดลงยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากธนาคารมีการบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากและรายได้เงินปันผลได้ดี ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) อยู่ที่ 2.6% เท่าไตรมาสแรก

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังมีเสถียรภาพมาก มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) สูงที่ 17.5% มีสัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันอยู่ที่ 161.3% ถือเป็นเบาะรองรับหนี้เสียที่ดี และทำให้รองรับการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน