
ทริกเกอร์หุ้นไทยใกล้เท่าทุน
“มอร์นิ่งสตาร์” เผยทริกเกอร์ฟันด์หุ้นไทยผลตอบแทนกระเตื้อง กองทุนที่ออกเมื่อปี 2558 ใกล้เท่าทุน แต่ยังห่างเป้าหมาย ลุ้นปิดที่ดัชนี 1,600 จุด
“มอร์นิ่งสตาร์” เผยทริกเกอร์ฟันด์หุ้นไทยผลตอบแทนกระเตื้อง กองทุนที่ออกเมื่อปี 2558 ใกล้เท่าทุน แต่ยังห่างเป้าหมาย ลุ้นปิดที่ดัชนี 1,600 จุด
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีผลดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกองทุนที่เปิดขายในช่วงปี 2558 ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบประมาณ 1%
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากทริกเกอร์ฟันด์ที่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้และยังไม่ปิดกองทุน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60 กองทุน จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบประมาณ 3-4% ซึ่งดีกว่าผลตอบแทนเมื่อกลางปี 2559 ที่ติดลบเฉลี่ย 7.07%
“ทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกในปี 2558 ใกล้จะเท่าทุนแล้ว แต่ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งไว้ประมาณ 6% จะต้องทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนเพิ่มจากนี้อีกประมาณ 8-10% หรือดัชนีปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,600 จุดกว่าๆ” นายกิตติคุณ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายกิตติคุณ ยังกล่าวอีกว่า ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นไทยที่มีโอกาสจะทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายมากที่สุด จะเป็นกองทุนที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นกองทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อกองทุนไม่สูงมาก ดังนั้นแม้ว่าจะขายหุ้นและปิดกองทุนก็จะไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก
“แต่กองทุนที่ออกมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ออกในปี 2557 จะเป็นกองทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์ต่อกองสูงมาก แต่กองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย ประมาณ 8-9 บาทเท่านั้น ยังต้องกำไรอีกมากกว่าที่จะทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยกลับขึ้นมาเท่าทุนที่ 10 บาท” นายกิตติคุณ กล่าว
ทั้งนี้ นายกิตติคุณ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยทำผลงานได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากทริกเกอร์ฟันด์ส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูงกว่า ซึ่งจะทำให้มีโอกาสในการทำกำไรได้ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำหรือหุ้นขนาดใหญ่
“ทริกเกอร์ฟันด์มักจะเหลือหุ้นไม่เหมือนกับกองทุนหุ้นทั่วไป ส่วนใหญ่จะลงทุนหุ้นที่มีเบต้าสูงๆ เพื่อให้มีโอกาสทำกำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งในทางกลับกันเมื่อผิดพลาด ขาดทุนมากๆ แล้วจึงทำให้โอกาสที่จะฟื้นกลับมาทำได้ยากขึ้น” นายกิตติคุณ กล่าว
ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีผลตอบแทนสูงสุด นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 9 ส.ค. 2559 ได้แก่ กองทุนไทยพาณิชย์ ทริกเกอร์ 3% พลัส 3% ฟันด์ บี มีผลตอบแทน 21.4% กองทุนไทยพาณิชย์ ทริกเกอร์ 3% พลัส 3% ฟันด์ ซี มีผลตอบแทน 21.32% และกองทุนวรรณ สปอท 4/2 ฟันด์ มีผลตอบแทน 21.16%
นอกจากนี้ นายกิตติคุณ ยังกล่าวถึงทริกเกอร์ฟันด์ที่มีนโยบายลงทุนในน้ำมัน ทองคำ และหุ้นต่างประเทศ ว่า ยังคงขาดทุนอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อกลางปี 2559 โดย ณ 30 มิ.ย. 2559 ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนน้ำมันมีผลขาดทุน 27.88% ซึ่งเป็นผลขาดทุนมากที่สุดในกลุ่มทริกเกอร์ฟันด์ ทองคำขาดทุน 20.43% และหุ้นต่างประเทศขาดทุน 15.87%
“หลังจากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาราคาน้ำมันยังคงปรับลดลงไปอีก ขณะที่หุ้นต่างประเทศก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แม้แต่ทองคำก็ไม่น่าจะปรับเพิ่มจนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนขยับขึ้นมากนัก คงมีแต่ตลาดหุ้นไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น” นายกิตติคุณ กล่าว







