
ข้ามช็อตประชามติ เดินหน้าประเทศไทย
ในที่สุดการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางการลุ้นของคนทั้งประเทศว่าจะรับหรือไม่รับ ส่วนผลที่ออกมาแบบพลิกความคาดหมายกลายเป็นว่าเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงแบบขาดลอยห่างกันเกือบ 6 ล้านเสียง ก่อนหน้านั้นคาดว่าถ้าจะผ่านหรือไม่ผ่านคงแค่เฉียดฉิวไม่ทิ้งห่างกันมาก ผลที่ออกมานอกเหนือจากเหตุผลอื่นๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการทดสอบความนิยม คสช. และตัวท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในที่สุดการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางการลุ้นของคนทั้งประเทศว่าจะรับหรือไม่รับ ส่วนผลที่ออกมาแบบพลิกความคาดหมายกลายเป็นว่าเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงแบบขาดลอยห่างกันเกือบ 6 ล้านเสียง ก่อนหน้านั้นคาดว่าถ้าจะผ่านหรือไม่ผ่านคงแค่เฉียดฉิวไม่ทิ้งห่างกันมาก ผลที่ออกมานอกเหนือจากเหตุผลอื่นๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการทดสอบความนิยม คสช. และตัวท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ความเห็นของผมคนไทยส่วนใหญ่แทบไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนน้อยที่อ่านก็เพียงดูผ่านๆ มีเพียงนักการเมือง นักวิชาการ และผู้สนใจจริงๆ รวมกันไม่รู้ว่าจะถึง 1% หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความอัดอั้นของประชาชนที่สวนทางกับความเห็นของผู้นำพรรคการเมือง อาจารย์-นักวิชาการดังๆ รวมทั้งสื่อต่างๆ
ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้เบื่อคอร์รัปชั่น ความวุ่นวาย-จลาจลบนเกมการเมืองข้างถนน ซึ่งที่ผ่านมานักการเมืองไม่สามารถเข้ามาแก้ปัญหา แถมมีส่วนสำคัญเข้าไปยุแหย่-ชักนำให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชน ทำให้คนไทยแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายทำร้ายเข่นฆ่ากันเอง ผลประชามติครั้งนี้เป็นคำอธิบายที่ไม่ควรมีข้อโต้แย้งว่าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการยุติความเลวร้ายในอดีต เพื่อให้ประเทศก้าวผ่านทศวรรษแห่งความยุ่งยาก
จากนี้ไปคงต้องมองข้ามช็อตหลังจากประชามติว่าประเทศจะเดินหน้าอย่างไร สำหรับด้านเศรษฐกิจระยะสั้นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นคงเป็นบวก เพราะภาคธุรกิจสามารถคาดการณ์วางแผนอนาคตได้โดยตัดปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองในประเทศออกไปได้
จากนี้ไปภาพลักษณ์ คสช.จะมีความชอบธรรมมากขึ้น แรงกระเพื่อมต่อต้านทั้งจากในประเทศและนอกประเทศจะลดลง โดยทิศทางของประเทศจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเร็วสิ้นปีหน้า หรืออย่างช้าก็ประมาณไตรมาสแรกของปี 2561 ซึ่งรัฐบาลคงต้องจริงจังในการขับเคลื่อน และแสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจของทหารจะอยู่ในหลักการกฎหมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและกำหนดกระบวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้จะต้องทำให้จริงจัง อย่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ เพราะประเทศที่เขาจะเข้ามาลงทุนในไทยข้ามช็อตไปถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี การที่จะคาดหวังว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังหรือต้นปีหน้าจะฟื้นตัวอาจเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลเพราะความเชื่อมั่นเป็นเรื่องวูบวาบ เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ขณะที่เศรษฐกิจจริงของไทยทั้งอุตสาหกรรม ราคาสินค้าเกษตร การบริโภค การจ้างงาน เกี่ยวข้องกับส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ถึงจะเก่งกาจแค่ไหนก็คงเสกให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วๆ ไม่ได้
สำหรับเม็ดเงินจริงด้านการลงทุนคงเป็นเรื่องรอจังหวะเวลา รอจนถึงมีการเลือกตั้งและทะลุไปถึงรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะหากเป็นนายกฯ คนนอกว่ามีกึ๋นรับมือกับ สส.หน้าเก่า และสามารถผลักดันโรดแมปต่างๆ ให้ขับเคลื่อนต่อเนื่อง แต่ถึงเวลานี้คงต้องยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติเรื่องยุ่งๆ ของประเทศ อย่างน้อยพวกชอบยุแหย่ ชอบอ้างเสียงประชาชนคงต้องเงียบไปบ้าง...ปล่อยให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้แล้วครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







