posttoday
ทางรอดของสังคมผู้สูงอายุ

ทางรอดของสังคมผู้สูงอายุ

08 สิงหาคม 2559

อีก 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 คน/ประชากร 4 คน ซึ่งถือว่าไทยจะมีอัตราส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

อีก 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 คน/ประชากร 4 คน ซึ่งถือว่าไทยจะมีอัตราส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

เรื่องปัญหาสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) ใครก็พอรู้ ใครก็พูดถึง แต่จะมีใครสักกี่คนเตรียมรับมือสถานการณ์นี้ ผมเองถือว่าปัญหาสังคมผู้สูงอายุเป็นจุดวิกฤตของประเทศไทย หากเราไม่เริ่มวางแผนรับมือตั้งแต่วันนี้

ผลกระทบจากสังคมผู้สูงอายุมีหลายเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาการขาดแคลนคนวัยทำงาน ปัญหารายจ่ายบำนาญหรือค่ายังชีพ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข โดยมีการประมาณว่า ในปี 2565 รัฐต้องดูแลด้านสาธารณสุขมากถึงเกือบ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งอาจจะมากกว่าการเติบโตของจีดีพีในเวลานั้นเสียอีก พูดง่ายๆ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจไม่พอดูแลสุขภาพคนไทย เฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในปี 2565 อันใกล้นี้ น่าจะมากกว่า 1% ของจีดีพี และจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยก็สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เดี๋ยวนี้แค่เป็นหวัดไปหาหมอโรงพยาบาลเอกชนก็แพงกว่าพันบาทแล้ว ยิ่งเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายอาจเป็นหลักแสนหรือหลายล้านก็เป็นไปได้ หรือแม้แต่ในโรงพยาบาลของรัฐ ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นทุกปี จึงเห็นได้ชัดว่าวันนี้ประเทศไทยและคนไทยต้องแบกรับภาระด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น แล้ววันนั้นเมื่อมีผู้สูงอายุมากขึ้น ลองนึกดู เราจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลตัวเราเองและผู้สูงอายุทั้งประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์เกือบ 100% โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่ซับซ้อน ราคาแพง เช่น เครื่องเอกซเรย์ เครื่องมือผ่าตัด ลงมาจนถึงเตียงผู้ป่วย รถเข็น หรือแม้แต่เข็มฉีดยา ก็ต้องจ่ายให้กับประเทศผู้คิด ผู้ประดิษฐ์ เราจึงต้องซื้ออย่างเดียว แพงแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะคนไทยไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ของเราเองได้ ต้องกินน้ำใต้ศอกเค้าอยู่ร่ำไป

แค่รถเข็นนั่งผู้สูงอายุแบบคุณภาพอย่างดี เรายังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากวันนั้นมีผู้สูงอายุ 20 ล้านคน ก็ต้องใช้รถเข็น 20 ล้านคัน ต้องเป็นเงินเท่าไหร่ที่ต้องนำเข้ามา เท่านี้ก็เป็นแสนล้านแล้ว หากไทยสามารถผลิตรถเข็นคุณภาพสูงได้ แค่นี้ก็ช่วยประหยัดเงินได้มหาศาล ยังไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ผ่าตัด ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่เรายังไม่สามารถสร้างได้เองเลย

หากเราไม่เริ่มวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ อนาคตของชาติจะอยู่ในมือของประเทศผู้ขายเทคโนโลยี แม้ปัจจุบันไทยจะมีแพทย์ที่เก่งด้านการรักษาพยาบาล ไม่แพ้ใครในโลก และยังมีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าในอดีตไม่น้อย แต่สิ่งที่ประเทศไทยขาดแคลนที่สุด คือ “แพทย์ผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์” ผู้สามารถบูรณาการความรู้ทางการแพทย์กับทางวิศวกรรม เพื่อนำไปสู่การประดิษฐ์ และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในประเทศ ลดการนำเข้า ทำให้ไทยพึ่งพาตนเองทางสาธารณสุขได้

จึงถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องตื่นจากภวังค์ มาให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที การสร้างแพทย์เพื่อรักษาคนไข้อย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตไทยเสียแล้ว แต่ต้องสร้างแพทย์นวัตกร ที่จะเป็นที่พึ่งของคนไทยในอนาคต เป็นนักรบเพื่อความอยู่รอดของการสาธารณสุขและเศรษฐกิจไทย เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา และเยอรมนี ที่ผลิตแพทย์นวัตกร เพื่อสร้างของขายทั่วโลกมานานแล้ว

ทางรอดของสังคมผู้สูงอายุของไทย จึงขึ้นอยู่กับการพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยีเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน