posttoday
The World Exposition Shanghai China 2010 กับการ Branding ประเทศจีน ตอน 1

The World Exposition Shanghai China 2010 กับการ Branding ประเทศจีน ตอน 1

17 สิงหาคม 2553

....นายนคร สังขรัตน์

“ส่งกันหมื่นลี้ ก็ต้องจากกันอยู่ดี” ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้พูดคำๆ นี้บนแผ่นดินมังกร ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งผมได้เอ่ยออกไปกับมิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่งที่มาเป็นไกด์นำเที่ยวให้คณะดูงาน World Expo Shanghai 2010

ก่อนการเดินทางผมพอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ของชาวจีนอยู่บ้าง จากที่เคยได้ทำงานอยู่ในคณะที่ปรึกษาด้านการชักจูงการลงทุนไทยจีน (ThaiChinese Investment Promotion Consultancy) ในช่วงเวลาหนึ่ง และมีโอกาสได้เดินทางมากับคณะทำงานเพื่อชักจูงด้านการลงทุนไทยจีน ณ มณฑลกวางตุ้ง และมณฑลเสฉวน นอกจากนั้นผมก็เป็นผู้หนึ่งที่สนใจสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของจีนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การได้มาสัมผัสกับมหานครเซี่ยงไฮ้ หรือที่ออกเสียงว่า “ซ่างไห่” ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สำคัญของประเทศจีนนั้น นับว่าได้เพิ่มความรู้และวิสัยทัศน์ให้กับผมอีกมากโข มีผู้เปรียบเปรยว่า มหานครเซี่ยงไฮ้เปรียบเสมือนกับ “ปารีสแห่งตะวันออก (Paris of the East)” หรือ “นิวยอร์กแห่งตะวันออก (New York in the Oriental)” เซี่ยงไฮ้นับว่ามีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่งของจีน โดยเป็นทั้งศูนย์กลางทางการเงิน การค้า และการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นมหานครที่เป็นต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมไอซีที เป็นต้น โดยมีการวิจัยและพัฒนาเป็นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเซี่ยงไฮ้ได้ตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาเป็นร้อยละ 2.8 ของมูลค่า GDP ภายในปี 2553 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่า GDP ภายในปี 2555

ในด้านภาคบริการนั้น เซี่ยงไฮ้ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลจีนให้เป็นศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาคเอเชียที่เป็นแหล่งรวมสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งจากทั่วโลก เช่น ซิตี้แบงก์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด HSBC และธนาคารต่างชาติอื่นๆ ส่วนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านหยวนต่อปี มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปีละประมาณ 5 ล้านคน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าธุรกิจการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้จะเติบโตดีขึ้นในปี 2553 เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo Shanghai 2010 ที่มีระยะเวลา 6 เดือน (พ.ค.ต.ค.) ซึ่งหน่วยงานด้านท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้คาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานถึง 70 ล้านคน (ไม่รวมนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า)

สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในมหานครเซี่ยงไฮ้ อาทิ “ซินเทียนตี้” แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของความเก่าและความใหม่ของเซี่ยงไฮ้ ที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำหวงผู่ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเรียกว่า “ผู่ตง” เป็นเขตใหม่เพิ่งพัฒนาในยุคนโยบาย 4 ทันสมัยของ เติ้งเสี่ยวผิง ส่วนฝั่งตะวันตกคือ “ผู่ซี” เป็นเมืองเก่ายุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่คนไทยรู้จักดี “ถนนหนานจิง” ถนนคนเดินที่เป็นย่านช็อปปิ้งเก่าแก่ที่สุดของเซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่ฝั่งผู่ซี โดยมีทั้งสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลก และมีร้านจีนดั้งเดิมซุกซ่อนอยู่สลับกับห้างหรูตลอดสองข้างทาง “เดอะ บันด์” เป็นย่านเมืองเก่าของมหานครเซี่ยงไฮ้ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมคลาสสิกของอาคารสไตล์ยุโรปโบราณที่ได้รับอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี “โอเรียนทัล เพิร์ล” ที่เป็นเสมือนไข่มุกตะวันออก เป็นหอทีวีที่สูงสุดติดอันดับสามของโลก มีความสูงถึง 468 เมตร เป็นรองเพียงแค่โทรอนโต ประเทศแคนาดา และมอสโก ประเทศรัสเซีย นับเป็นจุดชมวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ “แม็กเลฟ” (Manetic Leviation) รถไฟฟ้าแม่เหล็กความเร็วสูง ที่เป็นสัญลักษณ์ความทันสมัยล่าสุดของเซี่ยงไฮ้ โดยวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสุดท้ายที่นักช็อปทั้งหลายจะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ “เซี่ยงหยาง” ตลาดสินค้าก๊อบปี้แบรนด์เนม โดยมีสินค้ายี่ห้อดังๆ ให้เลือกทุกชนิด ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา นาฬิกา และอื่นๆ อีกมากมาย

กลับมายังที่มาที่ไปของงาน World Expo Shanghai China 2010 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เมืองที่ดีกว่า ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” ที่เป็นมหกรรมที่อาจจะเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ เพราะมีประเทศเข้าร่วมงานสูงถึงกว่า 200 ประเทศ โดยเริ่มต้นจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 หรือ 159 ปีมาแล้ว ซึ่งจัดขึ้นที่พระราชวังคริสตัล ไฮด์ปาร์ก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และได้มีการจัดสืบเนื่องต่อมาทุกๆ 5 ปี โดยมีองค์กรระหว่างประเทศที่ดูแลด้านการจัดงานโดยเฉพาะที่เรียกว่า “Bureau of International Exhibition หรือ BIE” ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ร่วมกับการจัดงานนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น โดยการจัดงาน World Expo ครั้งแรกนั้นมีเป็นการผสมผสานระหว่างการแสดงภาพลักษณ์ของประเทศชาติ กับการแสดงศักยภาพด้านประดิษฐกรรมสมัยใหม่ของโลก ภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลและพระปรีชาชาญด้านการต่างประเทศของพระองค์ ทำให้ประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้นเข้าร่วมงาน ซึ่งนับว่ามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค