
ปฐมเหตุจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านหายาก
...นคร บุญศรี
แม้ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จะเปิดโอกาสให้หมู่บ้านทั่วประเทศไทยสามารถจัดระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน โดยการจดทะเบียนจัดตั้งเป็น
“นิติบุคคล” เพื่อบริหารการจัดการด้วยตนเอง แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น “ยาก” พอๆ กับเข็นครกขึ้นภูเขาเชียวแหละอุปสรรคสำคัญอยู่ที่บทบัญญัติข้อกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ซื้อบ้านลงมติเห็นชอบเกิน
“กึ่งหนึ่ง” ของจำนวนแปลงทั้งหมดของโครงการขึ้นไปจึงจะจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านได้ด้วยเหตุฉะนี้ ไม่ว่าจะออกหนังสือเชิญชวนให้เข้าประชุมกี่ครั้งกี่คราว คะแนนเสียงก็ไม่ครบสักกะที
นอกเหนือจากกฎกติกาที่ยากจะปฏิบัติตามข้างต้นแล้ว ผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่ยังติดใจสงสัย ระหว่างการ
“จด” และ “ไม่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้าน” อยู่หลายประเด็นอาทิ
“
ในโครงการมีหลายเฟสหลายโซน บางส่วนมีผู้พักอาศัย แต่หลายซอยกำลังตอกเข็มเทคานและก่อสร้างอยู่โครมๆ รอให้เสร็จเรียบร้อยทุกหลังแล้วจึงจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านไปพร้อมๆ กันไม่ดีกว่าหรือ...?”อีกประโยคที่ได้ยินได้ฟังออกบ่อย
“
จะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลทำไม ในเมื่อผู้ซื้อบ้านทุกรายได้ควักกระเป๋าจ่ายค่าภาษีไปคนละหลาย ควรเป็นหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ”และอีกข้อคลางแคลงใจยอดฮิต
“
ระหว่าง ‘จัดตั้ง’ กับ ‘ไม่จัดตั้ง’ นิติบุคคลหมู่บ้าน จะมีข้อดีและข้อเสียตรงส่วนไหน”นั่นคือ 23 ประเด็นตัวอย่าง ของจริงๆ มีการตั้งวงอภิปรายถกกันสารพัดกว่านี้อีกเยอะ
จะว่าไป แทบทุกเวทีประชุมเพื่อพิจารณาลงมติในเรื่อง
“จัดหรือไม่จัดตั้งนิติบุคคล” ของทุกหมู่บ้านในประเทศไทย จะแบ่งก๊กแบ่งเหล่าออกเป็น 34 กลุ่มกลุ่มแรก
“ชูจั๊กกะแร้เห็นด้วย” พร้อมกาบัตรลงคะแนนสนับสนุนเต็มร้อยกลุ่มที่สอง
“ไม่ต้องการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้าน” ด้วยเหตุเพราะไม่แน่ใจและหรือไม่รู้ข้อมูลรายละเอียดเรื่องนี้มาก่อนในกลุ่มนี้ยังหมายรวมถึง
“พวกรู้จริง” และ “อวดรู้” แต่ชอบยึดไมค์อรรถาธิบายแจกแจงเพื่อนร่วมซอยเป็นคุ้งเป็นแคว“
ไม่ต้องไปสนเจ้าของโครงการ พวกเรามีอำนาจปิดถนนมิให้เขาขนย้าย อิฐ หิน ปูน ทราย เข้ามาทำการก่อสร้างได้ทันที ประเดี๋ยวผู้ขายจะมางอนง้อเราเอง”ถนนที่พวกรู้ไม่จริงและอวดรู้เอะอะพาโวยจะทำการปิดกั้น คือส่วนที่ภาระจำยอมเส้นผ่ากลาง ซึ่งเป็นถนนนอกผังจัดสรรและบริษัทผู้ประกอบการเป็นเจ้าของทรัพย์
ผู้รู้หลายรายได้ยินได้ฟังแล้วออกอาการ
“ขำกลิ้ง” อยู่ในใจ ไอ้ครั้นจะลุกขึ้นกล่าวแย้งก็กลัวคนเหล่านั้นจะ “หน้าแตก” หมอไม่รับเย็บกลุ่มที่สาม เป็นพวก
“โกรธและต่อต้าน” การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านชนิดหัวชนฝาต้านไม่ต้านเปล่า พวกยังเล่นจัดพิมพ์ใบปลิวแจกจ่ายด่าว่าผู้จัดสรรอย่างเสียๆ หายๆ พร้อมสรุปท้ายให้ผู้ซื้อบ้านรายอื่นๆ เห็นคล้อยตามกับตน
ต้นสายปลายเหตุของกลุ่มฝ่ายนี้ ส่วนใหญ่จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทะเลาะเบาะแว้งกับบริษัทเจ้าของโครงการในเรื่องซื้อขายบ้านแทบทั้งนั้น
อย่างกรณีสร้างบ้านล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดในสัญญานับปี ในขณะที่ฝ่ายบัญชีทวงค่า
“ผ่อนเงินดาวน์” ยิกๆบ้านทรุดแตกร้าวไม่ได้รับการซ่อมแซมแก้ไข และหรือผู้จัดสรรไม่จัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้ตรงตามโฆษณาประชาสัมพันธ์
โดยเหตุฉะนี้ ไม่ว่าบริษัทผู้ขายจะคิดจะทำอะไร กลุ่มนี้จะรวมตัวกันแจกใบปลิวและติดป้ายต่อต้านยันเต รวมทั้งไม่ให้ความร่วมไม้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วยแหละ
กลุ่มสุดท้ายที่เป็นตัวอุปสรรคไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านได้ดั่งหวัง คือ
“เพื่อนร่วมซอยที่นอนหลับทับสิทธิ” ไม่ค่อยจะมีความรู้สึกร้อนหนาวในแทบทุกๆ เรื่องจะว่าไป กลุ่มนี้ไม่ว่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปนั่งในสภา ไม่ว่า สก. และ สข. ในระดับอำเภอ ก็น้อยครั้งที่จะเดินเข้าไปกาบัตรลงคะแนนในคูหา ถือเป็นเรื่องปกติ
ว่าที่จริงน่าจะมีบทลงโทษโดยการตัดสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแบบเดียวกับไม่ใช้สิทธิเลือก สว. และ สส.มั่ง
ครับ...เพราะต้นสายปลายเหตุมาจาก 23 กลุ่มท้ายนี่แหละ จึงส่งผลให้หมู่บ้านจัดสรรหลายหมื่นโปรเจกต์ จนถึงบัดนี้สามารถยื่นจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไปได้เพียง 700 โครงการเศษๆ เท่านั้น
ที่เหลืออีกบานตะไทกำลังทะเลาะกันวุ่นวาย ส่วนอีกหลายต่อหลายโครงการกำลังร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและสืบพยานโจทย์สืบพยานจำเลยกันในศาล
หมู่บ้านคุณล่ะ อยู่ในกลุ่มไหน...!!







