posttoday
กังวลเกินไป = เสียโอกาส

กังวลเกินไป = เสียโอกาส

17 สิงหาคม 2553

...สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ผมอยากจะขอแสดงความเห็นถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ ที่หันมากังวลเกี่ยวกับประเด็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน แทนวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ทั้งนี้ยังคาดการณ์ไปถึงว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบ 2 โดยความกังวลในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือน ก.ค. แต่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญในเดือน ส.ค.นี้เอง สำหรับผมถือว่าเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นช่วงแรกที่ข้อมูลด้านเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการ “ปรับตัวขึ้นแรง” เป็น “การปรับตัวขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว”

โดยส่วนตัวผมคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอาจจะชะลอตัวแรงกว่านี้อีก แต่ผมกลับไม่ค่อยกังวลมากนักหากเทียบกับในช่วงปี 2551 ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงนั้นทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนไม่ได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจ แต่ในครั้งนี้ผมว่าทุกภาคได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและได้เตรียมมาตรการป้องกันอยู่แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมไม่ได้กังวลมากนักในครั้งนี้ เนื่องจากท่าทีล่าสุดที่เปลี่ยนไปของนโยบายของทั้งสหรัฐและจีน โดยธนาคารกลางทั้งสองประเทศได้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลด้านการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2553

ความเชื่อดังกล่าวของผมจึงเป็นที่มาของหัวข้อบทความในวันนี้ ว่าหากนักลงทุนมีความกังวลที่มากเกินไปต่อความผันผวนของตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ก็อาจจะส่งผลให้เสียโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่ดี ดังนั้นหลักการลงทุนง่ายๆ ที่นักลงทุนควรคำนึงถึง คือ การให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

ล่าสุดได้พิสูจน์แล้วในการรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2553 ที่เกือบ 50% ดีเกินคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ได้แก่ ธนาคาร ค้าปลีก ซึ่งคาดว่าจะดีต่อเนื่องตลอดปี 2553

คาดว่าระดับความกังวลจะไม่มากเท่าเดิม

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าความกังวลในรอบนี้จะไม่มากเท่ากับในช่วงวิกฤตปี 2551 รวมถึงคาดว่าอาจจะน้อยกว่าช่วงวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่เพิ่งจบไปด้วยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเพื่อไม่เป็นการประมาท นักลงทุนก็ควรติดตามข้อมูลที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไป แต่ควรติดตามด้วยความเข้าใจ มากกว่าความกังวลใจครับ

ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญต่อความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ต่างๆ โดยความกังวลในเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวของสหรัฐได้สะท้อนไปที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐให้เดือน ก.ค. ให้อ่อนค่าลงประมาณ 9% ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงสะท้อนการที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะหันมาผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น รวมถึงการที่เฟดจะกลับมาดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบรอบ 2 หลังจากเฟดมีมุมมองในเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือน ส.ค. ค่าเงินเหรียญสหรัฐกลับแข็งค่าขึ้น หลังจากสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร แย่กว่าคาดการณ์ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยเฉพาะตัวเลขการนำเข้า ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ตลาดเริ่มกลับมากังวลมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหันไปถือครองเงินสกุลเหรียญสหรัฐมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ สำหรับการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ จะมีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียระยะสั้น ในแง่ของนักเก็งกำไรที่ใช้กลยุทธ์ Carry Trade อาจจะชะลอการลงทุนไป แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวเชื่อว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากมีโอกาสทำกำไรจากค่าเงินที่ควรแข็งค่าขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นหากจะประเมินทิศทางตลาดหุ้นในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องประเมินให้ได้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าไปได้ถึงไหน? หากประเมินจาก Dollar Index ซึ่งเป็นตัวแทนของค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ พบว่า Dollar Index เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ระดับ 8889 จุด ในช่วงเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป โดยต่ำกว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐเล็กน้อยที่บริเวณ 8990 จุด หากเทียบกับระดับปัจจุบันที่ 83 จุด Dollar index จะมีโอกาสแข็งค่าอีกประมาณ 6% แต่โดยส่วนตัวผมคาดว่าจะไม่มากขนาดนั้น จากเหตุผลที่กล่าวไปแล้ว โดย Dollar Index ในรอบนี้ไม่น่าจะปรับตัวขึ้นเกิน 85 จุด หรือแข็งค่าขึ้นอีกไม่เกิน 23% จากนี้ ซึ่งหากผมคาดการณ์ถูกก็น่าจะทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นได้ ดัชนีวัดความกลัวในตลาดหุ้นสหรัฐ (CBOE VIX Index) ซึ่งน่าจะพอใช้เป็นตัวแทนในการวัดความกังวลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนยังคงใช้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตัวกำหนด บรรยากาศการลงทุน ผมจำได้ว่าไม่ได้กล่าวถึงดัชนีตัวนี้นานแล้วตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหม่ สำหรับดัชนีล่าสุดซึ่งสะท้อนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและจีนไปแล้วในสัปดาห์ก่อนปิดที่ระดับ 26.24 จุด ถือว่าเป็นระดับที่ไม่สูงเลย หากเทียบกับช่วงวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐเคยขึ้นไปถึง 80 จุด และวิกฤตหนี้ยุโรปที่ 45 จุด

สุดท้ายในเรื่องผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2553 ที่ประกาศออกมาพอสมควรแล้ว สรุปว่า บจ. ที่ประกาศผลการดำเนินงานดีกว่าคาดการณ์มีอยู่ประมาณ 46% ของบริษัทที่มีการคาดการณ์ บจ. ที่ผิดไปจากคาดการณ์มีอยู่ประมาณ 23% ที่เหลือใกล้เคียงกับที่ประมาณการ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชีย โดยหุ้นที่มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการณ์กำไรสุทธิปี 2553 เพิ่มขึ้น ได้แก่ HMPRO STEC AMATA IVL BLA PRIN ซึ่งโดยกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นแล้วหุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นที่น่าซื้อ

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค