
คืนชีพกองทุนฟื้นฟูฯ วางระบบดูแลสถาบันการเงิน
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
นับจากปี 2551 ที่ได้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เพื่อทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองเงินฝากให้กับประชาชน กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่รับฝากเงินมีฐานะการเงินจนทำให้แบงก์ล้มและผู้ฝากเงินเดือดร้อน บทบาทของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ก็ลดลงมาก จนแทบไม่มีธุรกรรมใดๆ นอกจากการบริหารสินทรัพย์ที่ถืออยู่จากการยึดทรัพย์ชำระหนี้จากสถาบันการเงินที่ล้มเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพื่อนำเงินมาคืนให้กับกระทรวงการคลัง
แต่ชื่อของกองทุนฟื้นฟูฯ กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เพราะ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานกองทุนฟื้นฟูฯ เตรียมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ธปท. ในบทเฉพาะกาลมาตรา 19 ที่เป็นการกำหนดกลไกเข้าไปดูแลระบบสถาบันการเงินเมื่อเกิดวิกฤตต่อกระทรวงการคลัง โดยจะใช้กลไกของกองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหานี้
หากจำกันได้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น เคยถูกเสนอให้ปิดกองทุนฯ แต่กระทรวงการคลังยังเห็นว่ากองทุนฯ ยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ เพราะผู้ฝากเงินได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่สถาบันการเงินที่ล้มจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานมาดูแล เนื่องจากประกอบไปด้วย เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ถือหุ้น และหากไม่แก้ไขอาจจะเกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโนระหว่างพิจารณาในรายละเอียดและศึกษารูปแบบการคงโครงสร้างของกองทุนไว้ เพราะ พ.ร.บ.ธปท. 2551 ระบุถึงการทำหน้าที่ของกองทุน ถ้าจำเป็นที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาของสถาบันการเงินก็ให้ทำหน้าที่ไปจนถึงกลางปี 2555 ซึ่งอาจต้องแก้กฎหมายใหม่ แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยทำให้เรื่องนี้ไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เหตุที่ให้กองทุนฟื้นฟูฯ กลับมาเป็นหน่วยงานที่จะเข้าช่วยเหลือวิกฤตสถาบันการเงิน เนื่องจากมีประสบการณ์มานานและยังเป็นส่วนงานหนึ่งใน ธปท. แม้จะเป็นนิติบุคคลที่แยกออกไป แต่เป็นองค์กรที่สะสมความรู้มาต่อเนื่องในการดูแลสถาบันการเงิน
สำหรับหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เคยเป็นมหากาพย์ของชาติเนื่องจากเป็นหนี้สาธารณะก้อนมหึมานั้นก็ได้รับการปรับโครงการสร้าง ในสมัยที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.คลัง ได้มีการโยกหนี้จากเดิมที่กระทรวงการคลังเคยรับหน้าที่ดูแลไปไว้กับ ธปท. ให้เป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ทั้งในส่วนของดอกเบี้ยและเงินต้นทั้งหมด
คลังให้เหตุผลว่าหนี้ก้อนดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการที่รัฐบาลยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาสภาพคล่องในช่วงปี 2540 เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อ และเพื่อหลีกหนีจากวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนผู้ฝากเงิน ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบสถาบันการเงินในประเทศในช่วงเวลานั้น โดยตัวเลขหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เกิดขึ้นในปี 2540 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท แต่เมื่อเวลาผ่านมาเกือบ 15 ปี ยอดหนี้ยังอยู่ที่ 1.14 ล้านล้านบาท หรือลดไปเพียง 1.63 แสนล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่แต่ละปีรัฐบาลมีภาระที่จะต้องจ่ายในส่วนของดอกเบี้ยจำนวนมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น จึงมีการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์นำส่งค่าธรรมเนียม 0.47% ของฐานเงินที่รับจากประชาชนไปให้กับ ธปท. โดยค่าธรรมเนียม 0.47% นี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 0.01% ต่อปีของฐานเงินฝาก จะถูกส่งให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในขณะที่ 0.46% ของยอดเงินจะถูกนำไปใช้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟูฯ
ทั้งนี้ ยอดเงินที่จัดเก็บ 0.46% รวมถึงเงินที่ประชาชนนำมาฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ เงินที่ได้รับจากการออกตราสารหนี้ (ยกเว้นตราสารหนี้ด้อยสิทธิ) เงินที่ได้จากการขายตั๋ว B/E ให้ประชาชน และเงินที่ได้รับจากการทำธุรกรรมกู้ยืม (Private Repo) กับบุคคลและเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วยกัน เป็นต้น และด้วยการเรียกเก็บเงินในอัตราดังกล่าว ทำให้ ธปท.คาดว่าจะสามารถนำไปชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ได้หมดภายในระยะเวลา 24 ปี
ทางด้านกองทุนฟื้นฟูฯ เองก็พยายามที่จะขายสินทรัพย์ออกไปเป็นระยะ เพื่อนำเงินกลับมาชำระคืนหนี้ แต่ก็พยายามเลือกขายในช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่ให้สินทรัพย์ที่ขายออกไปด้อยค่าขายได้ราคาต่ำเกินไป
อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การกำหนดบทบาทในการดูแลสถาบันการเงินของกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่ได้มีปัญหาสถาบันการเงินอ่อนแอแต่อย่างใด แต่เป็นการวางระบบรองรับไว้ในอนาคต ขณะนี้ฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยแข็งแรงมาก ทั้งเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญและเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินที่กฎหมายกำหนดไปมาก







