
ผนึกญี่ปุ่นดันอุตฯอ้อย
สนช.จับมือ NEDO ญี่ปุ่น พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้อุตสาหกรรมอ้อย ดันสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดสู่เอทานอล
สนช.จับมือ NEDO ญี่ปุ่น พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้อุตสาหกรรมอ้อย ดันสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดสู่เอทานอล
นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เปิดเผยว่า สนช.ได้ร่วมมือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำโครงการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำตาลเซลลูโลสจากชานอ้อยด้วยระบบประหยัดพลังงาน เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยและยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยให้สูงขึ้น โดยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้ผลิตภัณฑ์อ้อยหลังจากแปรรูปมีมูลค่าสูงขึ้น 3-5 เท่าตัว เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมอ้อยมีการลงทุนสร้างโรงงานใหม่จำนวนมาก จากนโยบายของภาครัฐที่กำลังส่งเสริมพื้นที่การปลูกอ้อยให้ทดแทนข้าวเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างญี่ปุ่นและไทย จึงทำให้เกิดการต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่สู่ประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนเอกชนไทยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงเป็นอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีขีวภาพที่เป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล (New S-Curve)
“ในขณะนี้เอกชนไทยจำนวนหลายรายต่างเตรียมลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลใหม่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ จากนโยบายรัฐที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยแทนข้าว ทำให้ปริมาณผลผลิตอ้อยที่จะออกมาสู่ตลาดประเทศไทยสูงมากขึ้น และมีผลให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอ้อยมากขึ้น” นายพันธุ์อาจ กล่าว
นายพันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า การร่วมมือกับ NEDO ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นโครงการครั้งแรกในโลกและครั้งใหญ่สุดในไทยของการส่งเสริมของ NEDO ภายใต้งบประมาณจำนวน 1,000 ล้านบาท รวมถึงมีความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ทั้งบริษัท เทโร อินดัสทรีส์ บริษัท มิตซุย แอนด์ โค และ บริษัท มิตซุย ชูการ์ รวมถึงเอกชนไทย บริษัท กุมภวาปี ที่จะสร้างโรงงานต้นแบบในไทยที่ จ.อุดรธานี ที่สามารถผลิตน้ำตาลเซลลูโลสจากชานอ้อยด้วยระบบประหยัดพลังงาน มีกำลังการผลิตเบื้องต้น 15 ชานอ้อย/วัน หรือคิดเป็น 5,000 ตันชานอ้อย/ปี ที่ผลิตน้ำตาลเซลลูโลสได้ 3.7 ตัน/วัน ที่นำไปผลิตเอทานอลได้ 7 แสนลิตร/ปี
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะดำเนินการแล้วเสร็จและผลิตออกมาสู่ประเทศอย่างเป็นทางการภายใน 5-7 ปีนับจากนี้ และมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เอกชนกลุ่มอ้อยที่สนใจ และเอกชนที่เข้ามาลงทุนจะสามารถคุ้มทุนได้ภายใน 7 ปีข้างหน้า







