
ศก.จะร่วงหรือรุ่ง หลังประชามติ
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
เหลืออีกเพียง 6 วันจะถึงวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค. 2559 วันที่คนไทยซึ่งมีสิทธิต้องไปลงประชามติจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิของทุกคน ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงไม่อยู่ในคอลัมน์นี้ที่จะวิจารณ์ แต่ประเด็นของผมอยากจะนำเสนอแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับปาก-ท้องของประชาชนว่าหลังหย่อนบัตร “เยสหรือโน” จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของเรา
ทั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองกับเศรษฐกิจต่างเป็นปาท่องโก๋มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องทั้งฉุดและหรือเกื้อหนุนกัน เกี่ยวข้องกับการเมืองหลังประชามติแต่จากโรดแมปของ คสช. ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไรคงเดินหน้ากระบวนการเลือกตั้งอย่างเร็วปลายปีหน้าหรืออย่างช้าเป็นต้นปี 2561 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญหน้าตาจะเป็นอย่างไรประเทศไทยคงมีรัฐบาลสีเขียวแกมเทาเดินหน้านโยบาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์และงบอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ยังมีเวลาอย่างน้อย 1 ปี ในการทำการบ้านที่ค้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูปกฎหมาย แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพียงแต่อาจต้องตัดใจปรับทีมงานที่อืดอาดหรือมีแต่นโยบายที่เป็นกระดาษ ในมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งเศรษฐกิจหลังประชามติคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นนัยสำคัญ ซึ่งข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกหากส่งออกไม่ฟื้นทุกอย่างก็ยังคงซึม
ประเด็นที่ภาคเอกชนกังวลมากกว่าผลประชามติคือการเดินหน้าเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจัยต่างๆ ดูจะไม่ค่อยเอื้อ โดยเฉพาะกรณี “เบร็กซิต” ซึ่งเป็นผลจากประชามติของคนอังกฤษให้ออกจากอียูทำให้ตลาดทุนผันผวนและไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะไปทางไหน แต่ที่แน่ๆ ส่งออกไตรมาส 2 ถดถอยร้อยละ 3-4
ด้านการลงทุนมีเพียงแต่ของรัฐที่ขยายตัวได้ระดับสูงถึงร้อยละ 19 และเป็นภาคส่วนเดียวนอกเหนือจากการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การลงทุนของภาคเอกชนยังคงเงียบ ขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 2 สะท้อนจากกำลังการผลิตอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบจากไตรมาสแรก แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย สำหรับด้านเกษตรผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ 1.2 แต่ดีกว่าไตรมาสแรกซึ่งหดตัวร้อยละ 5.7 แสดงว่าปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย
เห็นตัวเลขพวกนี้แล้วอย่าถอดใจเพราะเป็นปัญหาที่เกิดกับเกือบทุกประเทศ กรณีของไทยต้องการรัฐบาลที่มีคนรู้เรื่องเศรษฐกิจ และต้องสามารถมีวิธีขับเคลื่อน ไม่ใช่อยู่ในแต่ทฤษฎีลอกฝรั่งมาทั้งดุ้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ข้อวิตกที่เริ่มส่อเค้าคือประเด็นขัดแย้งทางการเมืองเริ่มกลับมา แถมนักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชนเข้ามาร่วมขยายวง
อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ทางการเมืองและเดินหน้าประชาธิปไตยคงต้องขับเคลื่อนถอยหลังไม่ได้ เพราะเป็นวิถีของบริบทโลก แต่เรื่องปาก-ท้องชาวบ้านก็เป็นปัจจัยที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึง ไส้ในของเศรษฐกิจไทยคือเอสเอ็มอี ประชาชนกินเงินเดือน เกษตรกรที่ยากไร้ และมีคนจนอีก 6-7 ล้านคน ทั้งหมดอยู่ในสภาพที่อ่อนแอหากการเมืองยุ่งไม่รู้จบ...คราวนี้รับไม่ไหวจริงๆ นะครับ







