posttoday
ยอดลงทุนตรงครึ่งปีแรกวูบหนัก

ยอดลงทุนตรงครึ่งปีแรกวูบหนัก

02 สิงหาคม 2559

ยอดเอฟดีไอครึ่งปีแรกหดเหลือแค่ 1.21 หมื่นล้านบาท ลดลงเฉียด 100% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังไทยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ยอดเอฟดีไอครึ่งปีแรกหดเหลือแค่ 1.21 หมื่นล้านบาท ลดลงเฉียด 100% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังไทยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ล่าสุดใน 6 เดือนแรกของปีนี้มีวงเงินเพียง 347 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.21 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนเปิดตลาด เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 34.79 บาท/เหรียญสหรัฐ ลดลงค่อนข้างมากประมาณ 91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 4,203 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.46 แสนล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่เอฟดีไอลดลงมาก ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยเองที่ไม่ได้ผลิตสินค้าที่ทันสมัย โดยอยู่ระหว่างการปฏิรูปและรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลายด้าน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกยังซบเซาต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุนและไทยเองยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่ สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน

ทั้งนี้ เอฟดีไอของไทยในครึ่งแรกของปีนี้ถือว่ามีมูลค่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548-2558 โดย ธปท.มองว่าครึ่งหลังของปีนี้การลงทุนจะปรับดีขึ้นและมีเอฟดีไอเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

ด้านรายงานแนวโน้มธุรกิจเดือน ก.ค.ปีนี้ ที่ ธปท.ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจธุรกิจทั่วประเทศจำนวน 190 ราย ในโครงการ Business Liaison Program พบว่ามุมมองต่อแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 3 ปีนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังใช้กลยุทธ์รอและติดตาม (Wait and See) เพื่อรอดูความชัดเจนในการฟื้นตัวของกำลังซื้อของทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มชะลอการลงทุนออกไป

นอกจากนี้ ธปท.ได้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน ก.ค.ปีนี้ว่าปรับลดลงจากเดือนก่อนจากระดับ 50.4 มาอยู่ที่ระดับ 49.4 ตามความเชื่อมั่นที่ลดลงของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มยานยนต์ กลุ่มการผลิตเหล็ก และผลิตภัณฑ์โลหะขั้นมูลฐาน เป็นการปรับลดลงตามองค์ประกอบด้านการผลิตผลประกอบการ และการจ้างงานเป็นสำคัญ สอดคล้องกับภาวะการส่งออกสินค้าที่ชะลอลง ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคที่มิใช่อุตสาหกรรมก็ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มการค้าปลีกจากแรงกระตุ้นการจัดโปรโมชั่นทยอยหมดลง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังประเมินว่าภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้นจากปัจจุบัน โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจาก 52.6 เป็น 53.3 แสดงถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน