
เตือนแรงขายทำกำไร
“กวี” ยันหุ้นไทยแพงแล้ว เงินทุนไหลเข้าดันขึ้นได้อีกไม่มาก แนะจัดพอร์ตเล่นสั้นยาวเน้น 3 กลุ่ม
“กวี” ยันหุ้นไทยแพงแล้ว เงินทุนไหลเข้าดันขึ้นได้อีกไม่มาก แนะจัดพอร์ตเล่นสั้นยาวเน้น 3 กลุ่ม
ตลาดหุ้นวันที่ 1 ส.ค. 2559 ดัชนีแกว่งขึ้นและลงแรงวันเดียวถึง 21 จุด จากระดับสูงสุด 1,533.75 จุด มาปิดที่ใกล้จุดต่ำสุดที่ 1,512.62 จุด ติดลบ 11.45 จุด คิดเป็น 0.755 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 72,710 ล้านบาท โดยมีแรงขายหุ้นพลังงานและธนาคารพาณิชย์
ด้านนักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิเล็กน้อย 751 ล้านบาท เช่นเดียวกับวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่แรงซื้อสุทธิส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนทั่วไปถึง 2,611 ล้านบาท ส่วนสถาบันไทยทิ้งแรง 3,808 ล้านบาท
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,530 จุด หากมองปัจจัยพื้นฐานถือว่าเต็มมูลค่าแล้ว แต่เงินทุนยังไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากที่สุด โดยเฉพาะเอเชียหลังสหราชอาณาจักรลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) โดยมองแนวต้านแรกที่ 1,530 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,550 จุด เทียบสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 16.5 เท่าถือเป็นกรอบบนสุดที่เคยซื้อขายในอดีตในช่วง 10 ปี ส่วน พี/อี ปี 2560 ให้ไว้ที่ 15 เท่า ที่ดัชนี 1,650-1,700 จุด เป็นระดับไม่ถูก ทำให้ความน่าสนใจในหุ้นไทยน้อยลงดังนั้นจึงมีโอกาสปรับขึ้นไม่มาก
“สัปดาห์นี้ยังมีโอกาสขึ้นต่อจากการเก็งกำไรการประชุมธนาคารยุโรปที่จะอัดฉีดเงินหรือลดดอกเบี้ย และผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2 ออกมาใช้ได้ที่จะหนุนให้ตลาดดีขึ้น แต่ให้ระวังการเทขายทำกำไรระยะสั้นช่วงปลายสัปดาห์จากการทำประชามติ ถ้าผลออกมายอมรับดัชนีจะปรับตัวขึ้นแต่อาจจะไม่มากเหมือนในปี 2549 ประชามติรัฐธรรมนูญ 1 เดือน หุ้นขึ้น 5-6% แต่หากไม่ผ่านหุ้นจะลงชั่วคราว แต่เงินทุนยังไหลเข้า” นายกวี กล่าว
สำหรับคำแนะนำนายกวีให้แบ่งพอร์ตลงทุนยาวหรือสั้น หรือเล่นเป็นรอบได้ โดยแนะนำหุ้น 3 กลุ่มหลักที่ควรซื้อลงทุนระยะยาว รอดัชนีหุ้นปรับขึ้นปีหน้าได้ที่ 1,650 จุด คือ ธนาคารพาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มองแนวโน้มหุ้นเดือน ส.ค. จะแกว่งตัวแคบระหว่าง 1,480-1,550 จุด และมีมุมมองเป็นกลางต่อทิศทางการลงทุนแม้เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ เชื่อว่าหากผลการลงประชามติออกมาในเชิงบวกตามที่คาดไว้ ดัชนีจะปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ 1,600 จุด หรือบวกได้ราว 3-5% ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า และอาจจะขึ้นได้ถึง 5-8% หากประชาชนออกมาใช้สิทธิมากกว่า 60%







